Thailand amulet charms and Talismans Blog Thai Amulets, Buddha amulet from Thailand (พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ข่าวพระเครื่อง)
Showing posts with label ข่าวพระสงฆ์. Show all posts
Showing posts with label ข่าวพระสงฆ์. Show all posts
Saturday, July 26, 2014
งานครบรอบ มรณภาพ19ปี หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก
งานครบรอบ มรณภาพ19ปี หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ขอเรียนเชิญศิษยานุศิษย์ทุกท่านและท่านที่มีความเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อยิด ร่วมเป็นเจ้าภาพ ถวายเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม แด่พระภิกษุสงค์สวดทักษิณานุปาทาน
ครบรอบมรณะภาพ ๑๙ ปี จำนวนรูปละ 2,000 บาท หรือ...ตามกำลังศรัทธา
รายละเอียดพิธีการต่างๆระบุตามภาพ ขอขอบคุณมากครับ ข้อมูลจากศิษย์พ่อยิด
Tuesday, May 12, 2009
นิตยสารพระเครื่อง อิทธิฤทธิ์ เดือนพฤษภาคม 2552
นิตยสารพระเครื่อง "อิทธิฤทธิ์" ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 ปกหน้าหลวงปู่บุญมี คุณสาโร หรือพระครูธรรมสุตาภรณ์ วัดสุตธรรมาราม ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นคร นายก เด่นในฉบับกับเรื่องราวอภินิหารพระผงว่าน หลวงพ่อคล้อย ฐานธัมโม วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร และพระครูสิทธิกาญจนกิจ (หลวงพ่อวัชระ) วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี พระผู้รักษาโรคที่เกิดจากวิบากกรรม ติดตาม นิตยสารพระเครื่องอิทธิฤทธิ์ เดือนพฤษภาคม 2552 ได้ตามแผงหนังสือทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
นิตยสารพระเครื่อง เอกคัมภีร์ เดือนพฤษภาคม 2552
นิตยสารพระเครื่อง "เอกคัมภีร์" ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 ปกหน้าพระกริ่ง นิรันตรายสองกษัตริย์ เนื้อหาน่าสนใจในเล่ม ย้อนรอยเกจิดังรำลึก 4 ปี พระจริงนิ่งใบ้ พระผู้ให้จนสิ้นลม หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ปาฏิหาริย์รอดตายวิถีกระสุนในคอแขวนจตุคามรามเทพรุ่นแรกปี 2530 ฉบับนี้สมนาคุณเหรียญหลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา รุ่นบุญรวยมา ปี 2540 ติดตาม นิตยสารพระเครื่องเอกคัมภีร์ เดือนพฤษภาคม 2552 ได้ตามแผงหนังสือทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
นิตยสารพระเครื่อง อภินิหาร เดือนพฤษภาคม 2552
นิตยสารพระเครื่อง "อภินิหาร" ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 ปกหน้าฤๅษีบรมครูสำนักเขาอ้อ, พระพุทธรูปบูชา สมัยสุโขทัย-กำแพง เนื้อสำริด ยืนสูง 22 นิ้ว, พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน กรุเก่าวัดคูยาง กำแพง เพชร, หนุมานสะกดทัพ ลังกาสุกะ พระอาจารย์แดง วัดไร่ จ.ปัตตานี, พระบูชา ภปร. ปี 2506 วัดเทวสังฆาราม หน้าตัก 5 นิ้ว ติดตาม นิตยสารพระเครื่องอภินิหาร เดือนพฤษภาคม 2552 ได้ตามแผงหนังสือทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
วัดศรีบุญเรือง อนุรักษ์ต้นไม้ร้อยปี
วัดศรีบุญเรือง อนุรักษ์ต้นไม้ร้อยปี: พระมหาอภิสิทธิ์ วิสุทธิเมธี เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง บ้านสองแคว ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า วัดศรีบุญเรือง ร่วมกับชาวบ้านในชุมชนบ้านสองแคว ได้ทำการอนุรักษ์ต้นไม้เก่าแก่ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ร่วมกันปลูกมาเป็นระยะเวลา นานกว่า 100 ปี มีต้นไม้เก่าแก่ที่มีคุณค่าเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จึงได้ร่วมกันอนุรักษ์ ห้ามตัดหรือทำลาย ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์สูง เป็นร่มเงาให้กับวัด สร้างความร่มรื่นสงบในการปฏิบัติธรรมหรือการประกอบพิธีทางศาสนาหรืองานของ วัด ได้อาศัยร่มเงาไม้ใหญ่ จึงอยากเชิญชวนวัดและชาวพุทธ ร่วมกันอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ทางพระพุทธศาสนา อาทิ ต้นโพธิ์ ต้นไทร เป็นต้น ด้วยในปัจจุบัน จะมีกลุ่มพ่อค้าไม้เข้ามาในชุมชนทำการซื้อไม้ เพื่อนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ แปรรูปสร้างไม้แกะสลักที่งดงาม ได้เข้าไปเสนอราคาสูงกับเจ้าอาวาสวัด ซึ่งบางวัดก็ได้ตัดทำลายและขายให้กับพ่อค้าไปแล้ว จะขอร่วมกันอนุรักษ์ ในวัดศรีบุญเรือง จะมีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ตลอดวันทำให้บริเวณวัดเกิดความร่มเย็นทั้งวัน เป็นประโยชน์กับวัด ชาวบ้าน และโลกต่อไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
วัดอุดมรังสี จัดบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

วัดอุดมรังสี จัดบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เมื่อเร็วๆ นี้ วัดอุดมรังสี เขตหนองแขม กรุงเทพฯ โดย พระครูอุดมปัญญาธร เจ้าอาวาส พระอาจารย์มหาสมชาย กิตติปัญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้จัดบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนจำนวน 91 รูป โดยมี "ชนัญยา จาดชนบท" ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหนองแขม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ อีกทั้งมีผู้อำนวยการโรงเรียน วัดอุดมรังสี โรงเรียนวัดศรีนวลธรรมวิมล โรงเรียนเทคโนโลยีหมู่บ้านครู วิทยาการจัดการเพชรเกษม ตลอดถึงพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
ในการนี้ทางโครงการได้จัดให้มีการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ ในส่วนของภาคปฏิบัติจักได้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ โดยปีนี้มีกำหนดไปปฏิบัติธรรมที่สำนักปฏิบัติธรรมแหลมมดตะนอย ต.บางสมบูรณ์ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งในรุ่นที่ 13 นี้มีบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนจำนวน 91 รูป พระอาจารย์มหาสมชาย กิตติปัญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส กล่าวว่า พระพุทธศาสนากับสังคมไทยมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน โดยหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตใจของคนไทย ทำให้คนในชาติมีความรัก ความสามัคคี ความเมตตาเอื้ออาทรต่อมวลมนุษยชาติ อันมีส่วนทำให้เมืองไทยเป็นเมืองที่มีความสงบสุขร่มเย็นมายาวนาน
" สภาพสังคมไทยในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยน แปลงไปตามกาลเวลา จากสังคมที่มีความสงบสุขร่มเย็น มีการถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน มาเป็นสังคมปัจเจก นิยม ทำให้วิถีชีวิตเดิมจางหายไปทีละน้อย ใน สภาพปัจจุบันมีปัญหาสังคมมากมาย โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับเยาวชนชาติ เช่น การเสพยาเสพติด การพนัน การข่มขืน การมีเพศสัม พันธ์ก่อนวัยอันสมควร การทะเลาะวิวาทกัน เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะการดำเนินชีวิตที่ต้องแข่งขันกัน พ่อ แม่บางครอบครัวไม่ค่อยมีเวลาในการอบรมเลี้ยงดูลูก ทำให้เยาวชนบางกลุ่มถูกชักนำไปในการกระทำที่ผิดหลักศีลธรรม ก่อให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายแก่ครอบครัว และสังคมตามมา" "วัดอุดมรังสี" ในฐานะที่เป็นสถาบันหนึ่งในสังคม ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเยาวชนของชาติให้เติบโตเป็นคนดีมีศีลธรรม จึงจัดให้มีโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน รุ่นที่ 13 ประจำปี 2552 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นในช่วงปิดภาคเรียน ดังนั้น โครงการนี้จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาปัญหาของสังคม เป็นการพัฒนาเยาวชนของชาติให้ห่างไกลจากสิ่งเสพติด มีความรู้รักสามัคคี มีความกตัญญูกตเวที ยึดมั่นในสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ เพื่อความสงบสุขร่มเย็นสืบไป
สำหรับที่ปรึกษาโครงการ พระพรหมโมลีเจ้าคณะภาค 1 วัดพิชยญาติการาม ประธานที่ปรึกษา พระธรรมสุธี เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร รองประธานที่ปรึกษา พระพิพัฒน์ศาสนธำรง เจ้าคณะเขตหนองแขม รองประธานที่ปรึกษา พระครูพินิตวรการ เจ้าคณะแขวงหนองแขม รองประธานที่ปรึกษา พระครูศีลวัฒนาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส รองประธานที่ปรึกษา และ นายพงษ์ศักดิ์ พันธุ์สวาสดิ์ ผู้อำนวยการเขตหนองแขม เป็นที่ปรึกษา การ บวชเณรภาคฤดูร้อนในครั้งนี้ ได้ผ่านไปได้ด้วยดี ทำให้สามเณร ผู้ปกครองและชุมชนที่ได้เข้าร่วมโครงการ ได้เข้าใจและเข้าถึงพระศาสนาตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
โดยทางวัดอุดมรังษี เขตหนองแขม ยังก่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมเป็นอาคารสามชั้น ซึ่งกำลังก่อสร้างยัง ขาดปัจจัยอยู่เป็นจำนวนมาก และทุนการศึกษาของพระภิกษุ-สามเณร ที่เข้าศึกษาพระธรรมวินัยโดย ทางวัดอุดมรังษี เปิดรับบริจาคผู้ที่ศรัทธาสมทบทุนในครั้งนี้ได้ที่ วัดอุดมรังษี เขตหนองแขม บริเวณหน้าวิหารสมเด็จโต หรือที่ พระครูอุดมปัญญาธร เจ้าอาวาสวัดอุดมรังษี เขตหนองแขม หรือพระมหาสมชาย กิตติปัญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอุดมรังษี ป.ธ.7 โทร.08-4660-3527, 08-7510-9054, 08-7927-7645
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี ขาดแคลนครู
นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลของกองพุทธศาสนศึกษา สำนักพุทธฯทำให้ทราบปัญหาของการศึกษาคณะสงฆ์ในปัจจุบัน คือ 1.จำนวนครูสอนไม่เพียงพอทั้งการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี และโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โดยเฉพาะครูที่จะสอนภาษาบาลีในประโยคสูงๆ ยังขาดแคลนอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังพบว่าครูที่สอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมบางคนยังขาดการวางแผน การเรียนการสอนด้วย 2.ผู้ที่เข้าเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมมีจำนวนลดลง ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดโรงเรียนขยายโอกาสเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ปกครองนิยมส่งเด็กไปเรียนโรงเรียนขยายโอกาสมากกว่าที่จะส่งเด็ก เข้ามาบวชเรียน 3.จำนวนงบประมาณในการตอบแทนครูไม่เพียงพอ รวมไปถึงไม่มีงบฯ ในส่วนของการซ่อมแซมอาคารเรียนด้วย 4.การบริหารจัดการที่ยังไม่ค่อยมีการประสานกันเท่าที่ควร ทั้งนี้ ปัญหาทั้งหมดจำเป็นต้องหาทางแก้ไข โดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายของโรงเรียนพระ ปริยัติธรรมแผนกต่างๆ เพื่อสำรวจค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละโรงเรียนว่าจะใช้จ่ายจำนวนเท่าใด รวมทั้งยังมีการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงบประมาณลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม โรงเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อให้ทราบปัญหาที่แท้จริง และจะเสนอของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาต่อไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
เหรียญนารายณ์ทรงครุฑ

เหรียญนารายณ์ทรงครุฑประทับพระราหูคู่มิตรแห่งพระเสาร์ เนื้อโลหะสามกษัตริย์ จัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2548 โดยพระเทพภาวนาวิกรม (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ วัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ สนับสนุนการศึกษาเล่าเรียนของเยาวชนในโครงการเพชรยอดมงกุฎ
รูปแบบ เหรียญนารายณ์ทรงครุฑสร้างตามตำราโบราณ ซึ่งมีการสร้างขึ้นประดิษฐานตามสถานที่สำคัญของบ้านเมืองหลายแห่งในอดีต เช่น หน้าบัน พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ และมิถูกข้าศึกเผาทำลาย ด้วยเชื่อกันว่าเป็นด้วยฤทธิ์อำนาจแห่งพระนารายณ์ทรงครุฑ ประทับพระราหู ประดิษฐานอยู่ที่หน้าบันด้านโหราศาสตร์กล่าวถึงตำนานเทวดานพเคราะห์ ได้รจนาให้ความหมายเชิงปรัชญา กล่าวว่าพระราหูนั้นมีฤทธิ์มากเป็นอมตะไม่มีวันตาย แต่ต้องพ่ายแพ้ และเกรงกลัวต่ออำนาจแห่งพระนารายณ์ ผู้ทรงใช้จักรตัดคอของพระราหูจนขาดสองท่อน
ดังนั้น พระราหูจึงเกรงกลัวอำนาจแห่งพระนารายณ์ ตำราโหราศาสตร์ ได้กล่าวอีกว่า พระราหูมีอิทธิพลต่อดวงชะตาชีวิตมนุษย์ทุกคน ราหูมีทั้งให้คุณและให้โทษ หากราหูให้คุณอาจทำให้บุคคลนั้นร่ำรวยเงินทอง มีอำนาจและเป็นใหญ่ หากราหูให้โทษหรือไม่ถูกโฉลกกับดวงชะตาแล้วอาจประสบพบกับความลำบากยากเข็ญ ในดวงชะตาชีวิตของทุกคนหลีกหนีราหูไม่พ้น เพราะว่าราหูจะโคจรเปลี่ยนราศีทุกปีครึ่ง ดังนั้น ทุกรอบระยะเวลาดังกล่าวราหูจะส่งผลดีร้ายกับบุคคลผู้เกิดในลัคนาราศีตามแต่ จะโคจรอยู่ในช่วงใดด้านหน้าพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นมหาอำนาจประทับพระ ราหูด้านบนเป็นรูปเศียรพญานาค 9 เศียร อันหมายถึงพระเสาร์เทวา ซึ่งเป็นพระเคราะห์คู่มิตรกับพระราหู ที่แปรเปลี่ยนกลับร้ายกลายเป็นดี ด้วยมีอำนาจแห่งพระนารายณ์สยบกำลังร้ายของพระราหูช่วยเกื้อหนุนดวงชะตาชีวิต
ด้านหลังเหรียญนารายณ์ทรงครุฑ เป็นดวงเมืองกรุงเทพมหานครอยู่ด้านบน ด้านล่างซ้ายขวาคือ ยันต์จันทรประภา และสุริยประภา หรือสุริยัน-จันทรา ซึ่งเป็นยอดแห่งพญายันต์ที่ให้คุณทางด้านโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง เป็นความหมายที่ซ่อนอยู่ในตำนานเทวกำเนิด โดยมีพระราหูเทวาเป็นผู้ควบคุม อันเป็นคุณวิเศษประการสำคัญของพระราหูในด้านดี อันจะบันดาลให้กับผู้บูชาโดยเฉพาะสมบัติจักรพรรดิ ที่เรียกว่า "สัตตรัตนมณี"พระนารายณ์ทรงครุฑประทับพระราหู ตรงตามคัมภีร์กาลจักรศาสตร์ เพื่อสยบอำนาจร้ายของพระราหูมิให้มากระทบแก่ดวงชะตาชีวิต ผ่อนหนักเป็นเบา บรรเทาโทษร้ายตามหลักของโหราศาสตร์ และหากบุคคลนั้นประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว อำนาจร้ายใดๆ ก็มิอาจมากล้ำกราย ความดีที่ทำกุศลที่สร้างก็จะเป็นเกราะกำบังและยังช่วยส่งเสริมเกื้อหนุน ให้ดวงชะตาชีวิตมีกำลังกล้าแข็งขันยิ่งขึ้น
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
Monday, May 4, 2009
พระกริ่ง 8 รอบ ญสส. สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชครบ 20 ปี ในวันที่ 21 เมษายน 2552 และจะทรงเจริญพระชนมายุ 96 พรรษา (8 รอบ) ในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 เป็นอุดมมงคลสูงสุด สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ขอประทานอนุญาตสร้างวัตถุมงคล "พระกริ่ง 8 รอบ ญสส." จุดประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน และเพื่อเป็นที่ระลึกในวโรกาสอันเป็นอุดมมงคลสูงสุดนั้น
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานอนุญาตตามที่กราบทูลขอ และประทานโลหะอันเป็นชนวนที่ได้จากการสร้างวัตถุมงคลของวัดบวรนิเวศวิหาร เช่น ชนวนพระกริ่งไพรีพินาศ พระกริ่งคชวัตร เป็นต้น เพื่อผสมพระกริ่งที่จัดสร้างขึ้นในครั้งนี้พระกริ่ง 8 รอบ ญสส. ฉลองพระชนมายุ 96 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระกริ่ง 8 รอบ ญสส. ฉลองพระชนมายุ 96 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
นอกจากนี้ยังได้ผสมชนวนโลหะ ซึ่งได้จากแผ่นโลหะทอง นาก เงิน ที่จารอักขระโดยพระเกจิอาจารย์จากทั่วประเทศจำนวน 108 องค์ ซึ่งรวบรวมไว้ในคราวงานฉลองพระชนมายุครบ 90 พรรษา ของสมเด็จพระสังฆราช แล้วหลอมรวมกัน ผสมหล่อพระกริ่งในครั้งนี้ ที่ใต้ฐานของพระกริ่งปิดด้วยแผ่นตราสัญลักษณ์งานฉลองพระชนมายุ 96 พรรษา (8 รอบ) พุทธลักษณะของพระกริ่งเป็นศิลปะสุโขทัย ซึ่งมีความหมายถึง รุ่งอรุณแห่งความสุข ศิลปะสุโขทัยนับได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งความงดงามของพุทธศิลป์ และการออกแบบพระกริ่งในครั้งนี้จึงนับได้ว่าเป็นพระกริ่งแบบศิลปะไทยแท้
สูตรของการจัดสร้างพระกริ่ง ใช้สูตรเดิมของวัดบวรนิเวศวิหาร ที่สืบทอดมาแต่โบราณ ซึ่งผิวขององค์พระกริ่งจะกลับผิว ทำให้องค์พระกริ่งมีความงดงามยิ่งนัก พระกริ่ง 8 รอบ ญสส. จัดสร้างเพียง 3 เนื้อ ได้แก่ เนื้อทองคำ (น้ำหนัก 28 กรัม), เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองทิพย์
พระกริ่ง 8 รอบ ฉลองพระชนมายุ 96 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประกอบพิธีเททองไปแล้ว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และได้กำหนดพิธีพุทธาภิเษก ในวันที่ 20 มิถุนายน 2552 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เป็นผู้แทนพระ องค์สมเด็จพระสังฆราช
พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา 10 รูป ได้แก่ พระสาสนโสภณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, พระพรหมเมธี วัดเทพศิรินทราวาส, พระพรหมเวที วัดไตรมิตรวิทยาราม, พระพรหมเมธาจารย์ วัดบุรณศิริมาตยาราม, พระพรหมโมลี วัดพิชยญาติการาม, พระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, พระธรรมกิตติมุนี วัดเฉลิมพระเกียรติ จ.นนทบุรี, พระธรรมกิตติเมธี วัดสัมพันธวงศาราม, พระธรรมวรเมธี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และพระจันทนิภากร (ถวิล จันท สโร) วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ จ.เชียงราย สนใจสั่งจองบูชา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โทร.0-2281-2831-3
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หลวงพ่อตัด วัดชายนา ละสังขารแล้ว
พระเกจิชื่อดัง หลวงพ่อตัด วัดชายนา มรณภาพแล้ว
หลวงพ่อตัด วัดชายนา พระพุทธวิริยากร เกจิดังเมืองเพชร ละสังขารแล้ว ข่าวของ หลวงพ่อตัด วัดชายนามรณภาพ เป็นที่ตกใจและเสียใจการจากไปของหลวงพ่อตัด ต่อลูกศิษย์จำนวนมาก
สุดอาลัยวงการพุทธศาสนา "หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา"เกจิดังเมืองเพชรมรณภาพ ก่อนหน้าเดินตรวจความเรียบร้อยที่วัดแต่เช้าจู่ ๆ บ่นปวดแน่นหน้าอก ลูกศิษย์ลูกหารีบช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ไม่ทันการ แพทย์ระบุสาเหตุหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน สิริอายุ 78 ปี 58 พรรษา ตั้งสวดอภิธรรมศพ 7 วัน ก่อนฌาปนกิจ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้ทราบว่า พระพุทธวิริยากร หรือ หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา เจ้าอาวาสวัดชายนา ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของ จ.เพชรบุรี มรณภาพ จึงเดินทางไปตรวจสอบยังวัดชายนา ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พบประชาชนทยอยเดินทางมากราบเคารพศพหลวงพ่อตัดอย่างไม่ขาดสาย โดยศพหลวงพ่อตัด ทางคณะกรรมการวัดได้นำมาวางบนโต๊ะหน้าห้องประจำศาลาที่หลวงพ่อตัดจำวัด คลุมด้วยผ้าสีเหลืองแบบเรียบง่าย ในเบื้องต้นไม่มีการประดับตกแต่งอาคารสถานที่แต่อย่างใด นายสนิท พันธ์เผือก อายุ 70 ปี ลูกศิษย์วัดชายนา ผู้ดูแลและใกล้ชิดหลวงพ่อตัดคนหนึ่ง กล่าวว่า ตกใจกับการจากไปของหลวงพ่อตัด เนื่องจากก่อนหน้าหลวงพ่อตัดจะมรณภาพ หลวงพ่อยังแข็งแรงดี ในช่วงเช้า หลวงพ่อตัดยังออกเดินตรวจความเรียบร้อยรอบวัดเหมือนปกติที่เคยทำทุกวัน
ก่อนเกิดเหตุเวลา 07.00 น. พระในวัดได้ยิน หลวงพ่อตัดบอกว่าแน่นหน้าอก หลังจากนั้นก็พากันมาดูหลวงพ่อ โดยหลวงพ่อตัดบอกว่าจุกแน่นตั้งแต่ช่วงท้องไปจนถึงหน้าอกแทบหายใจไม่ออก ทางลูกศิษย์วัดพร้อมพระจึงได้นำหลวงพ่อไปรักษายัง รพ.ท่ายาง อ.ท่ายาง แต่หลวงพ่อหมดลมหายใจและมรณภาพในเวลา 07.37 น. แพทย์ระบุสาเหตุจากอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน สำหรับหลวงพ่อตัด หรือ พระครูบวรกิจโกศล ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระพุทธวิริยากร เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีพิธีฉลองสมณศักดิ์ในวันที่ 28 พ.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งตรงกับวันเกิดหลวงพ่อด้วยแต่ หลวงพ่อตัดได้มามรณภาพจากไปเสียก่อน ด้วยอายุ 78 ปี 58 พรรษา โดยหลวงพ่อตัดได้บวชเป็นพระตั้งแต่อายุ 20 ปี จากนั้นก็ไม่ได้สึก ได้เล่าเรียนวิชาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเฉพาะสายวิปัสสนากรรมฐาน จนเป็นพระเกจิอาจารย์ดัง สำหรับศพหลวงพ่อตัดทางคณะกรรมการวัดจะจัดพิธีรดน้ำศพในวันที่ 4 พ.ค. เวลา 13.00 น. และจะทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพ 7 คืน หลังจากนั้นก็จะทำพิธีเผาศพแบบเชิงตะกอน ตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อตัด แต่อย่างไรก็ตามยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวัดและพระผู้ใหญ่ในจังหวัด หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา เป็นพระที่เรียนวิชาอาคมตั้งแต่บวชเรียน และเรียนวิชาการทำ “ตะกรุด”จากหลวงพ่อทอง อยู่ที่วัดเขากระจิว และเรียน ตำราของ หลวงพ่อกริช ที่ตกทอดมาซึ่งเป็นพระยุคเก่าเป็นอาจารย์สาย หลวงพ่อกุน วัดพระนอน เรียนทำ “ปลัดขิก” จากหลวงพ่อชุ่ม วัดกุฏิบางเค็ม ซึ่งมีเคล็ดลับว่าให้ใช้ “ไม้ผูกคอตาย ทำถึงจะดี” และ ท่านยังได้เดินทางไปต่อวิชากับหลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง รวมทั้งอีกหลายอาจารย์ ท่านเป็นพระที่ใฝ่หาความรู้วิชาอาคมต่าง ๆ อย่างจริงจัง.
ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ Daily News Online
หลวงพ่อตัด วัดชายนา พระพุทธวิริยากร เกจิดังเมืองเพชร ละสังขารแล้ว ข่าวของ หลวงพ่อตัด วัดชายนามรณภาพ เป็นที่ตกใจและเสียใจการจากไปของหลวงพ่อตัด ต่อลูกศิษย์จำนวนมาก
สุดอาลัยวงการพุทธศาสนา "หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา"เกจิดังเมืองเพชรมรณภาพ ก่อนหน้าเดินตรวจความเรียบร้อยที่วัดแต่เช้าจู่ ๆ บ่นปวดแน่นหน้าอก ลูกศิษย์ลูกหารีบช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ไม่ทันการ แพทย์ระบุสาเหตุหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน สิริอายุ 78 ปี 58 พรรษา ตั้งสวดอภิธรรมศพ 7 วัน ก่อนฌาปนกิจ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้ทราบว่า พระพุทธวิริยากร หรือ หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา เจ้าอาวาสวัดชายนา ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของ จ.เพชรบุรี มรณภาพ จึงเดินทางไปตรวจสอบยังวัดชายนา ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พบประชาชนทยอยเดินทางมากราบเคารพศพหลวงพ่อตัดอย่างไม่ขาดสาย โดยศพหลวงพ่อตัด ทางคณะกรรมการวัดได้นำมาวางบนโต๊ะหน้าห้องประจำศาลาที่หลวงพ่อตัดจำวัด คลุมด้วยผ้าสีเหลืองแบบเรียบง่าย ในเบื้องต้นไม่มีการประดับตกแต่งอาคารสถานที่แต่อย่างใด นายสนิท พันธ์เผือก อายุ 70 ปี ลูกศิษย์วัดชายนา ผู้ดูแลและใกล้ชิดหลวงพ่อตัดคนหนึ่ง กล่าวว่า ตกใจกับการจากไปของหลวงพ่อตัด เนื่องจากก่อนหน้าหลวงพ่อตัดจะมรณภาพ หลวงพ่อยังแข็งแรงดี ในช่วงเช้า หลวงพ่อตัดยังออกเดินตรวจความเรียบร้อยรอบวัดเหมือนปกติที่เคยทำทุกวัน
ก่อนเกิดเหตุเวลา 07.00 น. พระในวัดได้ยิน หลวงพ่อตัดบอกว่าแน่นหน้าอก หลังจากนั้นก็พากันมาดูหลวงพ่อ โดยหลวงพ่อตัดบอกว่าจุกแน่นตั้งแต่ช่วงท้องไปจนถึงหน้าอกแทบหายใจไม่ออก ทางลูกศิษย์วัดพร้อมพระจึงได้นำหลวงพ่อไปรักษายัง รพ.ท่ายาง อ.ท่ายาง แต่หลวงพ่อหมดลมหายใจและมรณภาพในเวลา 07.37 น. แพทย์ระบุสาเหตุจากอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน สำหรับหลวงพ่อตัด หรือ พระครูบวรกิจโกศล ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระพุทธวิริยากร เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีพิธีฉลองสมณศักดิ์ในวันที่ 28 พ.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งตรงกับวันเกิดหลวงพ่อด้วยแต่ หลวงพ่อตัดได้มามรณภาพจากไปเสียก่อน ด้วยอายุ 78 ปี 58 พรรษา โดยหลวงพ่อตัดได้บวชเป็นพระตั้งแต่อายุ 20 ปี จากนั้นก็ไม่ได้สึก ได้เล่าเรียนวิชาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเฉพาะสายวิปัสสนากรรมฐาน จนเป็นพระเกจิอาจารย์ดัง สำหรับศพหลวงพ่อตัดทางคณะกรรมการวัดจะจัดพิธีรดน้ำศพในวันที่ 4 พ.ค. เวลา 13.00 น. และจะทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพ 7 คืน หลังจากนั้นก็จะทำพิธีเผาศพแบบเชิงตะกอน ตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อตัด แต่อย่างไรก็ตามยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวัดและพระผู้ใหญ่ในจังหวัด หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา เป็นพระที่เรียนวิชาอาคมตั้งแต่บวชเรียน และเรียนวิชาการทำ “ตะกรุด”จากหลวงพ่อทอง อยู่ที่วัดเขากระจิว และเรียน ตำราของ หลวงพ่อกริช ที่ตกทอดมาซึ่งเป็นพระยุคเก่าเป็นอาจารย์สาย หลวงพ่อกุน วัดพระนอน เรียนทำ “ปลัดขิก” จากหลวงพ่อชุ่ม วัดกุฏิบางเค็ม ซึ่งมีเคล็ดลับว่าให้ใช้ “ไม้ผูกคอตาย ทำถึงจะดี” และ ท่านยังได้เดินทางไปต่อวิชากับหลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง รวมทั้งอีกหลายอาจารย์ ท่านเป็นพระที่ใฝ่หาความรู้วิชาอาคมต่าง ๆ อย่างจริงจัง.
ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ Daily News Online
Sunday, April 19, 2009
ทำป้ายประวัติวัด 5วัด ดึงดูดนักท่องเที่ยว
นางวิตยา ประสงค์วัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ปัจจุบัน จ.นครพนม มีวัดเก่าแก่หลายแห่ง มีประวัติและความเป็นมาควบคู่กับการตั้งเมืองและจังหวัดมายาวนาน โดยเฉพาะวัดในเขตตัวเมืองนครพนมจำนวน 5 วัด ซึ่งอยู่ติดกับริมแม่น้ำโขง อยู่ห่างกันตามแนวถนนสุนทรวิจิตรไม่ถึง 100 เมตร ตลอดทั้งปีและในช่วงเทศกาลสำคัญๆ มักจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาทำบุญกราบไหว้ พบว่ายังไม่มีป้ายชื่อวัดที่ได้มาตรฐานและสวยงาม รวมทั้งยังไม่ปรากฏประวัติการสร้างติดบ่งบอกให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปทราบ ชัดเจน อันจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และสะดวกต่อการสืบค้น
ดังนั้น เพื่อให้วัดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด ได้มีป้ายที่มีรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม จึงได้เสนอของบประมาณประจำปี 2552 ตามแผนพัฒนาจังหวัด ในวงเงิน 720,000 บาท เพื่อจัดทำป้ายและประวัติวัดขึ้น ประกอบด้วย วัดโอกาส วัดโพธิ์ วัดมหาธาตุ วัดกลาง และวัดพระอินทร์แปลง สำหรับป้ายที่จัดทำขึ้นเป็นป้ายหินแกรนิตสีดำ สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้าง 2 เมตร สูง 2.5 เมตร หลังคามุงกระเบื้องซีแพคโมเนีย กว้าง 3 เมตร โดยแต่ละป้ายใช้งบจัดทำป้ายละ 144,000 บาท คาดว่าจะแล้วเสร็จและนำมาติดตั้งได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2552
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
ดังนั้น เพื่อให้วัดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด ได้มีป้ายที่มีรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม จึงได้เสนอของบประมาณประจำปี 2552 ตามแผนพัฒนาจังหวัด ในวงเงิน 720,000 บาท เพื่อจัดทำป้ายและประวัติวัดขึ้น ประกอบด้วย วัดโอกาส วัดโพธิ์ วัดมหาธาตุ วัดกลาง และวัดพระอินทร์แปลง สำหรับป้ายที่จัดทำขึ้นเป็นป้ายหินแกรนิตสีดำ สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้าง 2 เมตร สูง 2.5 เมตร หลังคามุงกระเบื้องซีแพคโมเนีย กว้าง 3 เมตร โดยแต่ละป้ายใช้งบจัดทำป้ายละ 144,000 บาท คาดว่าจะแล้วเสร็จและนำมาติดตั้งได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2552
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
ความสงบ สู่ ความสุข
ความสงบ สู่ ความสุข คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ทุกคนต้องการความสงบ ไม่มีใครต้องการความวุ่นวาย ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงพยายามแสวงหาความสุขกัน
พระพุทธเจ้าทรงแสดงความสุขของฆราวาสไว้ 4 อย่าง คือ
1.ความสุขเกิดจากการมีทรัพย์
2.ความสุขเกิดจากการจ่ายทรัพย์บริโภค
3.ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้
4.ความสุขเกิดจากการทำงานที่ไม่มีโทษ
ฆราวาส คือ ผู้ครองเรือน ผู้มีครอบครัว ต้องการความสุข ต้องพยายามแสวงหาทรัพย์ให้ได้ ถ้าไม่มีทรัพย์หาความสุขได้ยาก เพราะความยากจนเป็นทุกข์ในโลก
เมื่อแสวงหาทรัพย์มาได้แล้วต้องจ่าย ทรัพย์บริโภค คือจ่ายเพื่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัว จ่ายเพื่อเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย รักษาโรคภัยไข้เจ็บ จึงจะเป็นสุข ถ้ามีทรัพย์แต่มีความตระหนี่ ไม่จ่ายดังที่กล่าวมาแล้ว จะไม่มีความสุขเช่นกัน
การจ่ายทรัพย์ต้องระวังไม่ให้เป็นหนี้ ถ้าจ่ายจนเป็นหนี้ต้องเป็นทุกข์ เพราะความเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก
การแสวงหาทรัพย์ ต้องแสวงหาในทางที่ชอบธรรม ไม่ผิด ไม่มีโทษในภายหลัง จึงจะมีความสุข เพราะความสุขเกิดจากการทำงานที่ไม่มีโทษ
ความสุข ที่กล่าวมานี้เป็นความสุขโดยทั่วไป ส่วนความสุขโดยรวบยอดพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความสุขอย่างอื่นนอกจากความสงบไม่มี ความสุขอย่างอื่นแม้จะมีอยู่ก็จริง แต่ยังไม่เท่าความสุขที่เกิดจากความสงบ
ผู้ใดไม่มีความสงบผู้นั้นไม่มีความสุข แม้จะมีทรัพย์ จ่ายทรัพย์บริโภค ไม่มีหนี้ ทำงานที่ไม่มีโทษ แต่ตัวเองไม่มีความสงบ มีความวุ่นวายที่เกิดจากตัวเองบ้าง เกิดจากครอบครัวบ้าง เกิดจากบุคคลอื่นบ้าง จะไม่มีความสุข สถานที่ใดไม่มีความสงบ มีความวุ่นวายยุ่งยาก ที่นั้นจะไม่มีความสุข
เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ต้องต่อสู้เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยดี มีคำกล่าวว่า ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง อุปสรรคคือหนทางแห่งความสำเร็จ ลำบากในวันนี้คือความสุขที่จะมีในวันหน้า
การต่อสู้ต้องมีการแพ้ชนะ ผู้ชนะต้องได้รับการโต้ตอบเพื่อเอาชนะบ้าง ผู้แพ้ต้องมีความทุกข์ด้วยคิดว่าเมื่อไรเราจึงจะชนะได้บ้าง ผู้ที่ชนะกิเลสในตัวให้สงบลงได้ ไม่ให้กิเลสกำเริบ เรียกว่าเอาชนะตัวเองได้ ชื่อว่าละความชนะ ละความแพ้ได้ ย่อมมีความสุข เราชนะกิเลส ชนะตัวของตัวเองได้เพียงคนเดียว ดีกว่าเอาชนะคนอื่นตั้งร้อยคนพันคน แม้ว่าจะเอาชนะคนอื่นมากๆ ได้ แต่ยังแพ้กิเลส แพ้ความชั่วของตัวเอง ยอมให้ความชั่วครอบงำตัวเอง บังคับตัวเองให้ทำความชั่วได้ต่างๆ นานา ชื่อว่าเป็นผู้แพ้จะต้องประสบแต่ความทุกข์ตลอดไป เมื่อใดเอาชนะกิเลส ชนะความชั่ว ไม่ให้ครอบงำตนเองให้ทำความชั่วได้ เมื่อนั้นจึงมีความสุข
ดังนั้น ถ้าต้องการความสุขที่แท้จริง ต้องสร้างความสงบขึ้นในตน โดยอาศัยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดังที่ได้กล่าวมา
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / watdevaraj@hotmail.com
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
ทุกคนต้องการความสงบ ไม่มีใครต้องการความวุ่นวาย ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงพยายามแสวงหาความสุขกัน
พระพุทธเจ้าทรงแสดงความสุขของฆราวาสไว้ 4 อย่าง คือ
1.ความสุขเกิดจากการมีทรัพย์
2.ความสุขเกิดจากการจ่ายทรัพย์บริโภค
3.ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้
4.ความสุขเกิดจากการทำงานที่ไม่มีโทษ
ฆราวาส คือ ผู้ครองเรือน ผู้มีครอบครัว ต้องการความสุข ต้องพยายามแสวงหาทรัพย์ให้ได้ ถ้าไม่มีทรัพย์หาความสุขได้ยาก เพราะความยากจนเป็นทุกข์ในโลก
เมื่อแสวงหาทรัพย์มาได้แล้วต้องจ่าย ทรัพย์บริโภค คือจ่ายเพื่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัว จ่ายเพื่อเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย รักษาโรคภัยไข้เจ็บ จึงจะเป็นสุข ถ้ามีทรัพย์แต่มีความตระหนี่ ไม่จ่ายดังที่กล่าวมาแล้ว จะไม่มีความสุขเช่นกัน
การจ่ายทรัพย์ต้องระวังไม่ให้เป็นหนี้ ถ้าจ่ายจนเป็นหนี้ต้องเป็นทุกข์ เพราะความเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก
การแสวงหาทรัพย์ ต้องแสวงหาในทางที่ชอบธรรม ไม่ผิด ไม่มีโทษในภายหลัง จึงจะมีความสุข เพราะความสุขเกิดจากการทำงานที่ไม่มีโทษ
ความสุข ที่กล่าวมานี้เป็นความสุขโดยทั่วไป ส่วนความสุขโดยรวบยอดพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความสุขอย่างอื่นนอกจากความสงบไม่มี ความสุขอย่างอื่นแม้จะมีอยู่ก็จริง แต่ยังไม่เท่าความสุขที่เกิดจากความสงบ
ผู้ใดไม่มีความสงบผู้นั้นไม่มีความสุข แม้จะมีทรัพย์ จ่ายทรัพย์บริโภค ไม่มีหนี้ ทำงานที่ไม่มีโทษ แต่ตัวเองไม่มีความสงบ มีความวุ่นวายที่เกิดจากตัวเองบ้าง เกิดจากครอบครัวบ้าง เกิดจากบุคคลอื่นบ้าง จะไม่มีความสุข สถานที่ใดไม่มีความสงบ มีความวุ่นวายยุ่งยาก ที่นั้นจะไม่มีความสุข
เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ต้องต่อสู้เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยดี มีคำกล่าวว่า ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง อุปสรรคคือหนทางแห่งความสำเร็จ ลำบากในวันนี้คือความสุขที่จะมีในวันหน้า
การต่อสู้ต้องมีการแพ้ชนะ ผู้ชนะต้องได้รับการโต้ตอบเพื่อเอาชนะบ้าง ผู้แพ้ต้องมีความทุกข์ด้วยคิดว่าเมื่อไรเราจึงจะชนะได้บ้าง ผู้ที่ชนะกิเลสในตัวให้สงบลงได้ ไม่ให้กิเลสกำเริบ เรียกว่าเอาชนะตัวเองได้ ชื่อว่าละความชนะ ละความแพ้ได้ ย่อมมีความสุข เราชนะกิเลส ชนะตัวของตัวเองได้เพียงคนเดียว ดีกว่าเอาชนะคนอื่นตั้งร้อยคนพันคน แม้ว่าจะเอาชนะคนอื่นมากๆ ได้ แต่ยังแพ้กิเลส แพ้ความชั่วของตัวเอง ยอมให้ความชั่วครอบงำตัวเอง บังคับตัวเองให้ทำความชั่วได้ต่างๆ นานา ชื่อว่าเป็นผู้แพ้จะต้องประสบแต่ความทุกข์ตลอดไป เมื่อใดเอาชนะกิเลส ชนะความชั่ว ไม่ให้ครอบงำตนเองให้ทำความชั่วได้ เมื่อนั้นจึงมีความสุข
ดังนั้น ถ้าต้องการความสุขที่แท้จริง ต้องสร้างความสงบขึ้นในตน โดยอาศัยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดังที่ได้กล่าวมา
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / watdevaraj@hotmail.com
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
เกมธรรมะออนไลน์ เกมอวตาล The Avatar นำหลักธรรมเข้าถึงเด็ก-เยาวชน
กรมการ ศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เปิดตัวเกมอวตาล (The Avatar) คุณธรรมในโลกเสมือนจริง (Online : Cyber Ethic-Games World) พร้อมทั้งจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม อาคารบันลือ กรุ๊ป เขตดินแดง กรุงเทพฯ
โดยมีนายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายอภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นายสด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) นายปกรณ์ ตันสกุล รองอธิบดีกรมการศาสนา คณะผู้จัดสร้าง และผู้บริหารบริษัทบันลือ กรุ๊ป ร่วมแถลงข่าว
นายธีระกล่าวว่า การจัดทำเกมคุณธรรมในโลกเสมือนจริงนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเด็กติดเกม รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้เล่นเกมสร้างสรรค์ ซึ่งการผลิตเกมธรรมะออนไลน์ "อวตาร" ครั้งนี้กรมการศาสนาได้จำลองสวนโมกขพลารามมาไว้ในเกม โดยเน้นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ศีล สมาธิ ปัญญา ความรู้ด้านภาษาไทย การรู้จักคิดวิเคราะห์ เรียนรู้วิธีการตัดสินใจด้วยเหตุผล
ผู้เข้าไปเล่นเกมสามารถสร้างหน้าตาของตนเองให้เข้าไปอยู่ในเกม เที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในสวนโมกฯ ได้ รวมทั้งยังสามารถพูดคุยกับผู้ที่เข้าไปออนไลน์ในเกมได้อีกด้วย ในขณะเดียวกัน เกมนี้ยังได้พัฒนาให้เล่นได้เป็นทีม เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ได้เข้าไปศึกษาธรรมะร่วมกัน
"เนื้อหาของเกมจะแฝงไว้ด้วยธรรมะและความสนุกสนานกับการได้สนทนากับผู้คน อื่นๆ นอกจากนี้ตนคิดว่าประเทศไทยควรที่จะมีการสอดแทรกเกมออนไลน์สร้างสรรค์ดีๆ แบบนี้ให้เด็กได้เข้ามาเล่นมากขึ้น" รมว.วัฒนธรรมกล่าว
"เนื้อหาของเกมจะแฝงไว้ด้วยธรรมะและความสนุกสนานกับการได้สนทนากับผู้คน อื่นๆ นอกจากนี้ตนคิดว่าประเทศไทยควรที่จะมีการสอดแทรกเกมออนไลน์สร้างสรรค์ดีๆ แบบนี้ให้เด็กได้เข้ามาเล่นมากขึ้น" รมว.วัฒนธรรมกล่าว
นายสดกล่าวว่า กรมการศาสนาได้ใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงกับธรรมะ เพื่อให้เข้าถึงเด็กและเยาวชน ในการฝึกให้มีคุณธรรมจริยธรรม โดยได้จัดสร้างเกมธรรมะออนไลน์ขึ้นครั้งแรกของประเทศไทยและของโลก ทั้งนี้ กรมการศาสนาจะเผยแพร่เกมดังกล่าวไปตามสถานศึกษา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ให้เด็กได้เป็นสมาชิกและเข้ามาออนไลน์สนทนากันในเรื่องต่างๆ รวมถึงเรื่องของธรรมะอย่างกว้างขวาง
"ผมเชื่อว่าเกมธรรมะออนไลน์จะเข้าถึงเด็กและเยาวชนในการนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น"
ดร.วิวัฒน์ วงศ์วราภัทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดิจิคราฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เกมดังกล่าวได้แนวคิดมาจากนายปกรณ์ ตันสกุล รองอธิบดีกรมการศาสนา โดยเนื้อหาของเกมได้จำลองบรรยากาศสวนโมกขพลาราม หรือวัดท่านพุทธทาส จังหวัดสุราษฎร์ธานี และศูนย์ปฏิบัติธรรมวิปัสสนาธรรมอาภา จังหวัดพิษณุโลก มาไว้ในเกม
ดร.วิวัฒน์ วงศ์วราภัทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดิจิคราฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เกมดังกล่าวได้แนวคิดมาจากนายปกรณ์ ตันสกุล รองอธิบดีกรมการศาสนา โดยเนื้อหาของเกมได้จำลองบรรยากาศสวนโมกขพลาราม หรือวัดท่านพุทธทาส จังหวัดสุราษฎร์ธานี และศูนย์ปฏิบัติธรรมวิปัสสนาธรรมอาภา จังหวัดพิษณุโลก มาไว้ในเกม
ผู้ที่เข้าเล่นเกมสามารถที่จะสร้างตัวตนของตนเองให้มีใบหน้าเหมือนกับของ จริงได้ ตลอดจนสามารถเข้าสนทนากับผู้คนที่เข้ามาในสวนโมกฯ ซึ่งจะออนไลน์ถึงกันทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าเล่นเกมจะสามารถทดสอบความรู้ทางธรรมะกับพระธุดงค์ที่อยู่ในเกม ด้วยการตอบคำถามธรรมะ
หากผู้เล่นสามารถตอบได้ถูกต้องทั้งหมดจะมีดอกบัวขึ้นว่าได้คะแนนเท่าไหร่ เพื่อเป็นการวัดระดับในการเล่นเกมเหมือนกับเกมออนไลน์ทั่วไป นอกจากนี้ เมื่อผู้เล่นสามารถทำคะแนนได้สูงที่สุด กรมการศาสนาจะจัดส่งประกาศนียบัตรรับรองการเป็นคนดีให้แก่ผู้เล่นด้วย
หากผู้เล่นสามารถตอบได้ถูกต้องทั้งหมดจะมีดอกบัวขึ้นว่าได้คะแนนเท่าไหร่ เพื่อเป็นการวัดระดับในการเล่นเกมเหมือนกับเกมออนไลน์ทั่วไป นอกจากนี้ เมื่อผู้เล่นสามารถทำคะแนนได้สูงที่สุด กรมการศาสนาจะจัดส่งประกาศนียบัตรรับรองการเป็นคนดีให้แก่ผู้เล่นด้วย
"ในเวลาเจ็ดโมงเช้า สามโมงเย็น และสามทุ่ม ท่านพุทธทาสจะออกมาเทศน์บริเวณลานหินโค้ง ผู้เล่นจะได้เรียนรู้ธรรมะ ได้เห็นบรรยากาศของเกมในช่วงเวลาต่างๆ เช้า กลางวัน เย็น กลางคืน อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของเกมจะเหมาะกับผู้เล่นทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ขั้นตอนการเล่นไม่ยาก เพียงมาสมัครสมาชิกหรือดาวน์โหลดเกมผ่านเว็บไซต์
http://www.khondee.org/ ก็สามารถเข้ามาเล่นเกมออนไลน์ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป" ดร.วิวัฒน์กล่าวน.ส.ฉัตรรวี ใจเพียร อายุ 17 ปี ชั้น ม.5 โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา กล่าวว่า การนำธรรมะมาสร้างเป็นเกมออนไลน์จะทำให้เนื้อหาหลักศีลธรรม คุณธรรมมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะทำให้ตนซึ่งไม่ได้เป็นคนเล่มเกมอยากลองเข้าไปตอบคำถามในเกมด้วย นอกจากนี้ ตนคิดว่าการสร้างเกมเสมือนจริงของกรมการศาสนาจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะลดปัญหา เด็กติดเกมได้
อย่างไรก็ตาม หากจะให้กลุ่มเด็กและเยาวชนสนใจเกมธรรมะมากยิ่งขึ้นตนคิดว่าจะต้องออกแบบเกม ให้หลากหลาย โดยนำรูปแบบของเกมฮิตในปัจจุบันมาประยุกต์เพื่อให้เข้าถึงเด็กและเยาวชน ทุกกลุ่มด้วย
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
Friday, April 17, 2009
โบราณสถาน และ โบราณวัตถุ 22วัดร้าง เตรียมเสนอตั้งอุทยาน
สำรวจพบโบราณสถาน22วัดร้าง เตรียมเสนอตั้งอุทยาน
นายธนิศักดิ์ อุ่นตา วัฒนธรรม จ.นครพนม เปิดเผยว่า ในอดีต จ.นครพนม ตามปรากฏในตำนานอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม) เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่มีความสำคัญ ซึ่งอยู่ในยุคของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ที่รุ่งเรือง และสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีโคตรบูรณ์โบราณซ้อนยุค ก่อนที่เมืองนี้จะตกเป็นของอาณาจักรประเทศสยาม เมื่อพ.ศ.2321 จากนั้นมาจึงย้ายเมืองมาอยู่บริเวณบ้านเมืองเก่า ต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม กระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 15-16 สมัยที่ขอมเรืองอำนาจเมืองศรีโคตรบูรณ์จึงกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด
ทางสำนักงานวัฒนธรรม จ.นครพนม ได้มีโครงการสำรวจแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานกลุ่มโบราณสถานบ้านเมืองเก่านครพนมขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบค้นร่องรอยของอาณาจักรและเมืองเก่าในอดีต และเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาหลักเมืองเดิม แต่ก็ยังไม่ชี้ชัดหลังพบร่องรอยกำแพงเมือง หลักศิลาจารึก สิม ซากโบสถ์ ซากเจดีย์ ใบเสมา พระพุทธรูปโบราณ เศียรพระ เศษกระเบื้องและเศษไหโบราณจำนวนมากที่กระจัดกระจายใน 3 ตำบลของ อ.เมืองนครพนม
จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีกลุ่มวัดที่ค้นพบโบราณ สถานและโบราณวัตถุแยกเป็นวัดในตัวเมือง 16 วัด และนอกเมือง 6 วัด ส่วนใหญ่เป็นวัดร้างอยู่ในบริเวณ บ.เมืองเก่า บ.หนองจันทร์ ต.ท่าค้อ ใน ต.ดงขวาง ต.บ้านกลาง และในเขตเทศบาลเมืองนครพนมบางส่วน รวมทั้งหมด 22 วัด ในจำนวนนี้มีพระธาตุเมืองเก่า บ.เมืองเก่า หมู่ 2 และเจดีย์วัดป่าแก่งเมือง บ.หนาด หมู่ 3 ต.บ้านกลาง ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว
คาดว่าแหล่งโบราณสถานและ แหล่งโบราณคดีดังกล่าวน่าจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการตั้ง เมืองเก่านครพนมในครั้งอดีต ซึ่งจะได้เร่งรวบรวมข้อมูลและหลักฐานที่ปรากฏ เพื่อขอจัดตั้งเป็นอุทยานกลุ่มโบราณสถานเมืองเก่านครพนมต่อสำนักศิลปากรที่ 10 จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตได้ต่อไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552
นายธนิศักดิ์ อุ่นตา วัฒนธรรม จ.นครพนม เปิดเผยว่า ในอดีต จ.นครพนม ตามปรากฏในตำนานอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม) เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่มีความสำคัญ ซึ่งอยู่ในยุคของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ที่รุ่งเรือง และสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีโคตรบูรณ์โบราณซ้อนยุค ก่อนที่เมืองนี้จะตกเป็นของอาณาจักรประเทศสยาม เมื่อพ.ศ.2321 จากนั้นมาจึงย้ายเมืองมาอยู่บริเวณบ้านเมืองเก่า ต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม กระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 15-16 สมัยที่ขอมเรืองอำนาจเมืองศรีโคตรบูรณ์จึงกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด
ทางสำนักงานวัฒนธรรม จ.นครพนม ได้มีโครงการสำรวจแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานกลุ่มโบราณสถานบ้านเมืองเก่านครพนมขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบค้นร่องรอยของอาณาจักรและเมืองเก่าในอดีต และเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาหลักเมืองเดิม แต่ก็ยังไม่ชี้ชัดหลังพบร่องรอยกำแพงเมือง หลักศิลาจารึก สิม ซากโบสถ์ ซากเจดีย์ ใบเสมา พระพุทธรูปโบราณ เศียรพระ เศษกระเบื้องและเศษไหโบราณจำนวนมากที่กระจัดกระจายใน 3 ตำบลของ อ.เมืองนครพนม
จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีกลุ่มวัดที่ค้นพบโบราณ สถานและโบราณวัตถุแยกเป็นวัดในตัวเมือง 16 วัด และนอกเมือง 6 วัด ส่วนใหญ่เป็นวัดร้างอยู่ในบริเวณ บ.เมืองเก่า บ.หนองจันทร์ ต.ท่าค้อ ใน ต.ดงขวาง ต.บ้านกลาง และในเขตเทศบาลเมืองนครพนมบางส่วน รวมทั้งหมด 22 วัด ในจำนวนนี้มีพระธาตุเมืองเก่า บ.เมืองเก่า หมู่ 2 และเจดีย์วัดป่าแก่งเมือง บ.หนาด หมู่ 3 ต.บ้านกลาง ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว
คาดว่าแหล่งโบราณสถานและ แหล่งโบราณคดีดังกล่าวน่าจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการตั้ง เมืองเก่านครพนมในครั้งอดีต ซึ่งจะได้เร่งรวบรวมข้อมูลและหลักฐานที่ปรากฏ เพื่อขอจัดตั้งเป็นอุทยานกลุ่มโบราณสถานเมืองเก่านครพนมต่อสำนักศิลปากรที่ 10 จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตได้ต่อไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552
ป้ายกำกับ:
ข่าวพระเครื่อง,
ข่าวพระสงฆ์,
ข่าววัด,
พระเครื่อง,
พระแท้
วัดโพธิ์ชัย งานสมโภช หลวงพ่อพระใส ห้ามขายน้ำเมาในวัด
นายกวี กิตติสถาพร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เปิดเผยว่า งานบุญมหาสงกรานต์จังหวัดหนองคาย ได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ทั้งนี้ ผลกระทบจากปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดื่ม ปัญหาความรุนแรง ก่อให้เกิดความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามของพระพุทธศาสนา ดังนั้น จำเป็นต้องมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจ โดยเริ่มตรวจตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป
ด้านพระมหาพิชิต อตุลเวโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดโพธิ์ชัยจัดงานสมโภชหลวงพ่อพระใส วัดได้ตั้งคณะกรรมการวัดขึ้นมากำชับกวดขันไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกชนิดในเขตวัด หากพบว่ามีผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกไล่ออกจากวัดห้ามจำหน่ายสินค้าดังกล่าวทันที เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายและรณรงค์ให้ประชาชนลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัดและสถานที่ต่างๆ
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552
ด้านพระมหาพิชิต อตุลเวโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดโพธิ์ชัยจัดงานสมโภชหลวงพ่อพระใส วัดได้ตั้งคณะกรรมการวัดขึ้นมากำชับกวดขันไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกชนิดในเขตวัด หากพบว่ามีผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกไล่ออกจากวัดห้ามจำหน่ายสินค้าดังกล่าวทันที เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายและรณรงค์ให้ประชาชนลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัดและสถานที่ต่างๆ
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552
ป้ายกำกับ:
ข่าวพระเครื่อง,
ข่าวพระสงฆ์,
ข่าววัด,
พระเครื่อง,
พระแท้
พระนิรันตราย 2 กษัตริย์

พระนิรันตราย 2 กษัตริย์ "สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ"
ปี 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสร้าง "พระนิรันตราย (จำลอง) สองกษัตริย์ ครั้งแรกในรอบ 141 ปี" โดยจำลององค์ใน (องค์ดั้งเดิม) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร หน้าตัก 3 นิ้ว สูง 4 นิ้ว มีพุทธลักษณะแบบศิลปะทวารวดี และจำลององค์นอก ซึ่งสวมครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชรเช่นเดียวกันหน้าตัก 5 นิ้วครึ่ง
ปี 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสร้าง "พระนิรันตราย (จำลอง) สองกษัตริย์ ครั้งแรกในรอบ 141 ปี" โดยจำลององค์ใน (องค์ดั้งเดิม) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร หน้าตัก 3 นิ้ว สูง 4 นิ้ว มีพุทธลักษณะแบบศิลปะทวารวดี และจำลององค์นอก ซึ่งสวมครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชรเช่นเดียวกันหน้าตัก 5 นิ้วครึ่ง
พุทธลักษณะพระนิรันตรายแบบอย่างสกุลช่างรัตนโกสินทร์ ครองผ้าอย่างยุติธรรม งดงามตามแบบพระพุทธรูปที่สร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เบื้องหลังมีซุ้มเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ มีอักขระขอมจำหลักลงในวงกลีบบัวเบื้องหน้า 9 เบื้องหลัง 9 พระคุณนามแสดงพระพุทธคุณ ยอดเรือนแก้วมีรูปพระมหามงกุฎติดอยู่กับฐาน ชั้นล่างของฐานพระทำเป็นที่สำหรับสรงน้ำพระ มีท่อเป็นรูปหัววัว แสดงเป็นที่หมายพระโคตรซึ่งเป็นโคตรมะ และพระนิรันตราย อันมีความหมายว่า "ปราศจากอันตราย นิรันดร์" เป็นพระบูชารัชกาลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพุทธลักษณะอันงดงามของศิลปะสองยุค ด้วยองค์ใน (องค์ดั้งเดิม) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ศิลปะสมัยทวารวดี ส่วนองค์นอกที่สร้างครอบไว้นั้นเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ครองผ้าแบบธรรมยุต ศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนกลาง
เหตุแห่งพระนามพระนิรันตรายนั้น ด้วยเกิดเหตุอัศจรรย์หลายครั้งคราตามบันทึกกล่าวไว้ว่า ในครั้งนั้น เมื่อปีพ.ศ. 2399 กำนันอิน ซึ่งเป็นชาวเมืองปราจีนบุรี ได้ฝันว่าจับช้างเผือกได้ และหลังจากนั้นไม่นาน กำนันอินกับบุตรชายชื่อนายยัง เดินทางเข้าป่าเพื่อขุดมันนกในบริเวณชายป่า ห่างจากดงศรีมหาโพธิ์ประมาณ 3 เส้น ก็ได้พบพระพุทธรูปสมัยทวารวดี หล่อด้วยทองคำเนื้อหก มีน้ำหนักถึง 8 ตำลึง เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก จึงนำไปมอบให้พระเกรียงไกร กระบวนยุทธ์ ปลัดเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปทองคำไปประดิษฐาน ณ หอพระเสถียรธรรมปริตรคู่กับพระกริ่งทองคำน้อย
ครั้นปีพ.ศ. 2403 มีคนร้ายลักลอบเข้าหอเสถียรธรรมปริตร ได้ลักเอาพระกริ่งทองคำองค์น้อยไป เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่กลับไม่ลักเอาพระพุทธรูปทองคำที่ประดิษฐาน อยู่คู่กันไปด้วย ทั้งที่องค์พระมีขนาดใหญ่กว่ามาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า...พระพุทธรูปที่ กำนันอินทูลเกล้าฯ ถวายนั้น เป็นทองคำทั้งแท่ง และใหญ่กว่าพระกริ่ง ควรที่คนร้ายจะลักองค์ใหญ่ไปแต่กลับละไว้ เช่นเดียวกับผู้ที่ขุดได้ไม่ได้ทำอันตราย เป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่งนักที่แคล้วคลาดถึง 2 ครั้ง พระองค์จึงถวายนามว่า "พระนิรันตราย"
จาก นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้เจ้าพนักงานทำการหล่อพระพุทธรูปนั่ง ปางสมาธิเพชร เนื้อทองคำ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้วครึ่ง เพื่อครอบพระนิรันตรายไว้อีกชั้นหนึ่ง และโปรดฯให้หล่อเป็นเนื้อเงินบริสุทธิ์อีกองค์หนึ่งไว้คู่กัน ต่อมาทรงมีพระราชดำริว่า พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย ซึ่งทรงสถาปนาขึ้นแพร่หลาย จนมีผู้ศรัทธาสร้างวัดถวายในนิกายนี้มากขึ้น ในพ.ศ. 2411 จึงโปรดฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนี้ขึ้น 18 องค์ เท่าจำนวนปีที่เสวยราชย์ เพื่อถวายเป็นที่ระลึกแก่วัดในนิกายนั้น แต่สวรรคตเสียก่อน มาถวายในรัชกาลที่ 5
ต่อมารัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภว่า เสวยราชย์มาเท่ากับรัชกาลที่ 2 จึงโปรดฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนั่งสมาธิกาไหล่ทองรวม 16 องค์ ขนานนามว่า "พระ นิโรคันตราย" มีรูปนาคแปลงเป็นมนุษย์ เชิญฉัตรกั้น พระรูปหนึ่ง เชิญพัดโบกรูปหนึ่ง อยู่สองข้างข้างละรูป ถวายพระมหานิกาย 15 องค์ เก็บไว้กับพระนิรันตรายในพระบรมมหาราชวังองค์หนึ่ง และประดิษฐาน ณ หอพระสุลาลัยพิมานพระบรมมหาราชวังจนบัดนี้
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ได้เป็นประธานประกอบพิธีเททอง และกดพิมพ์เป็นปฐมฤกษ์ "พระนิรันตราย (จำลอง) สองกษัตริย์ ครั้งแรกในรอบ 141 ปี" ณ มณฑลพิธีหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองกษัตริย์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ พระเกจิคณาจารย์นั่งอธิษฐานจิต 8 ทิศ ได้แก่ หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว, หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้, หลวงพ่อรวย วัดตะโก, หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ, หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร, หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม, หลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ และหลวงพ่อสวาท วัดอ่าวหมู
วัตถุประสงค์เพื่อ นำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเป็นสิริมงคลยิ่งแก่ผู้มีไว้ครอบครองและเป็นการตอบแทนผู้ที่ร่วมบริจาค เพื่อสร้างอาคาร 100 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อให้นิสิตเก่าชาวจุฬาฯ ทุกคณะ ทุกรุ่นได้มีศูนย์กลางในการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันคิดสร้างสรรค์กิจกรรมที่มีคุณประโยชน์ทั้งต่อนิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โทร.0-2215-3488, 08-2223-1112-7 หรือตามศูนย์พระเครื่องชั้นนำทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552
ป้ายกำกับ:
ข่าวพระเครื่อง,
ข่าวพระสงฆ์,
ข่าววัด,
พระเครื่อง,
พระแท้
พระตุ๊ด เณรแต๋ว มีทุกแห่ง
รับพระตุ๊ดเณรแต๋วมีทุกแห่ง แต่เสียหายน้อยกว่าเสพเมถุน
พระมหาเฉลิมพงษ์ กตปุญโญ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดตรัง เปิดเผยถึงกระแสข่าวของพระตุ๊ด เณรแต๋ว ที่ถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อจนเป็นข่าวโด่งดังในช่วงก่อนหน้านี้ว่า จริงๆ แล้วพระตุ๊ด เณรแต๋วมีอยู่ทุกจังหวัด เพียงแต่จะมีการแสดงออกซึ่งจริตที่เป็นอยู่ในแต่ละตัวบุคคลหรือไม่ โดยการแสดงออกซึ่งจริตที่ไม่เหมาะสมออกสู่สาธารณะ ถือเป็นการประพฤติที่ผิดจริยาวัตรของพระสงฆ์ แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรง ดังนั้น พระผู้ปกครองหรือเจ้าอาวาสวัดจะต้องเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในการอบรมแก่พระ ตุ๊ด เณรแต๋วเหล่านั้น ที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม เพื่อไม่ให้สร้างความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา โดยพระภิกษุหรือสามเณรที่ทราบตัวเองว่ามีจริตที่ไม่เป็นชายแท้หรือมีจริตดัง กล่าวติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเข้ามาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ก็ควรที่จะต้องปฏิบัติตนตามหลัก 4 จริยาวัตรของสงฆ์ โดยจะต้องไม่แสดงจริตดังกล่าวในที่สาธารณะ เพื่อเป็นตัวอย่างอันดีงามในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวของพระตุ๊ด เณรแต๋ว ที่เคยเกิดขึ้นมานั้นมิได้ส่งผลกระทบต่อพระภิกษุ-สามเณรทั่วไป เนื่องจากประชาชนมีความเข้าใจว่าเป็นเพียงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น โดยไม่มีการกล่าวรวมทั้งหมด ต่างไปจากกระแสข่าวของพระสงฆ์ที่ลักลอบเสพเมถุน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภิกษุ สามเณรเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระสงฆ์ยังคงต้องออกไปบิณฑบาต ดังนั้น เมื่อมีกระแสข่าวดังกล่าวออกมาจึงสร้างความเข้าใจที่ผิดแก่ประชาชน โดยแท้จริงแล้วพระสงฆ์ก็ยังเป็นปุถุชนทั่วไป ที่จะต้องละทางโลกให้ได้ทั้งหมด เพื่อการปฏิบัติธรรมให้บรรลุถึงโสดาบัน
ทั้งนี้ หากพระสงฆ์รูปใดไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ควรที่จะลาสิกขาออกไป เพื่อการใช้ชีวิตตามความต้องการของจิตใจ และไม่ควรแฝงกายในผ้าเหลือง จนสร้างความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม การที่เป็นพระตุ๊ด เณรแต๋ว หรือพระสงฆ์ที่ลักลอบเสพเมถุนนั้น ถือว่าไม่ได้เกิดมาจากสุขภาพจิตที่ไม่ดี แต่เป็นเพราะความต้องการส่วนบุคคลที่ไม่เป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนา เนื่องจากสุขภาพจิตทั่วไปของสงฆ์ส่วนใหญ่ดีกว่าประชาชนทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะสงฆ์ไม่ต้องประสบกับสภาวปัญหาของสังคมโลก
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
พระมหาเฉลิมพงษ์ กตปุญโญ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดตรัง เปิดเผยถึงกระแสข่าวของพระตุ๊ด เณรแต๋ว ที่ถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อจนเป็นข่าวโด่งดังในช่วงก่อนหน้านี้ว่า จริงๆ แล้วพระตุ๊ด เณรแต๋วมีอยู่ทุกจังหวัด เพียงแต่จะมีการแสดงออกซึ่งจริตที่เป็นอยู่ในแต่ละตัวบุคคลหรือไม่ โดยการแสดงออกซึ่งจริตที่ไม่เหมาะสมออกสู่สาธารณะ ถือเป็นการประพฤติที่ผิดจริยาวัตรของพระสงฆ์ แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรง ดังนั้น พระผู้ปกครองหรือเจ้าอาวาสวัดจะต้องเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในการอบรมแก่พระ ตุ๊ด เณรแต๋วเหล่านั้น ที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม เพื่อไม่ให้สร้างความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา โดยพระภิกษุหรือสามเณรที่ทราบตัวเองว่ามีจริตที่ไม่เป็นชายแท้หรือมีจริตดัง กล่าวติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเข้ามาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ก็ควรที่จะต้องปฏิบัติตนตามหลัก 4 จริยาวัตรของสงฆ์ โดยจะต้องไม่แสดงจริตดังกล่าวในที่สาธารณะ เพื่อเป็นตัวอย่างอันดีงามในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวของพระตุ๊ด เณรแต๋ว ที่เคยเกิดขึ้นมานั้นมิได้ส่งผลกระทบต่อพระภิกษุ-สามเณรทั่วไป เนื่องจากประชาชนมีความเข้าใจว่าเป็นเพียงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น โดยไม่มีการกล่าวรวมทั้งหมด ต่างไปจากกระแสข่าวของพระสงฆ์ที่ลักลอบเสพเมถุน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภิกษุ สามเณรเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระสงฆ์ยังคงต้องออกไปบิณฑบาต ดังนั้น เมื่อมีกระแสข่าวดังกล่าวออกมาจึงสร้างความเข้าใจที่ผิดแก่ประชาชน โดยแท้จริงแล้วพระสงฆ์ก็ยังเป็นปุถุชนทั่วไป ที่จะต้องละทางโลกให้ได้ทั้งหมด เพื่อการปฏิบัติธรรมให้บรรลุถึงโสดาบัน
ทั้งนี้ หากพระสงฆ์รูปใดไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ควรที่จะลาสิกขาออกไป เพื่อการใช้ชีวิตตามความต้องการของจิตใจ และไม่ควรแฝงกายในผ้าเหลือง จนสร้างความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม การที่เป็นพระตุ๊ด เณรแต๋ว หรือพระสงฆ์ที่ลักลอบเสพเมถุนนั้น ถือว่าไม่ได้เกิดมาจากสุขภาพจิตที่ไม่ดี แต่เป็นเพราะความต้องการส่วนบุคคลที่ไม่เป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนา เนื่องจากสุขภาพจิตทั่วไปของสงฆ์ส่วนใหญ่ดีกว่าประชาชนทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะสงฆ์ไม่ต้องประสบกับสภาวปัญหาของสังคมโลก
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
ชม นรก-สวรรค์ วัดพืชอุดม

" นรก-สวรรค์" 2 คำนี้จะมีจริงหรือไม่ แม้จะมีการเขียนถ่ายทอดไว้ในรูปแบบของหนังสือ หรือจากคำบอกเล่าของผู้ที่ผ่านการขึ้นสวรรค์และตกนรกมาแล้ว แต่ก็ยังมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งหากพูดถึงนรก-สวรรค์แล้วคงต้องนึกถึง "วัดพืชอุดม" คลอง 13 ต.พืชอุดม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพราะอารามแห่งนี้มีภาพจำลองของนรก สวรรค์ 31 ภูมิ ให้เรียนรู้ดูชมกันอย่างสมจริงสมจัง ด้วยเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ เครื่องกลไก ไฟแสงสี เหมือนมีชีวิตจริง ซึ่งใครที่ได้มาสัมผัสอาจจะรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงได้เหมือนกัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม
วัดพืชอุดมถือว่าเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมาช้านานแล้ว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดปทุมธานี เป็นที่รู้จักกันดีในเชิงธรรมทัศนศึกษาที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นวัดเดียวของไทยที่ได้หยิบยกเน้นเอาเรื่องราวของพระปฐมสมโพธิ ตอนทรงทำยมกปาฏิหาริย์ "เปิดโลก" ตลอดทั่วทั้งหมื่นจักรวาลขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระบรมศาสดา ซึ่งได้นำเอามาเทศน์สั่งสอนกันมากที่สุด และเป็นตอนที่มีความสำคัญดีเยี่ยมที่สุดที่ได้ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก
โดยเฉพาะป้ายชื่อวัดนับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของวัดทีเดียว ซึ่งมีอยู่ทุกจังหวัดตั้งแต่เหนือสุดที่ จ.เชียงราย ไปสุดแดนใต้ที่ อ.สุไหงโก-ลก ตะวันออกจรดตะวันตก ว่ากันว่าทุกอำเภอและทุกจังหวัดต้องมีป้ายบอกทางไปวัดพืชอุดม จนได้รับสมญานามว่าเป็น "วัดที่มีป้ายบอกทางมากที่สุดในประเทศไทย" แต่น่าเสียดายที่ป้ายบอกทางบางส่วนถูกทำลายไป เพราะการขยายถนน น่าจะเหลืออยู่เพียง 25-30% เท่านั้น ซึ่งหากจะไปติดตั้งเพิ่ม หรือซ่อมแซมก็ติดเรื่องกฎหมายและข้อบังคับเรื่องการติดตั้งป้ายของหน่วย งานราชการต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่โดดเด่นเป็นไฮไลต์ของวัดก็คือ วิหารพระเจ้าเปิดโลก แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนรก-สวรรค์ 31 ภูมิ เผยแพร่ให้สาธารณชนทั่วไปได้เที่ยมชมทัศนศึกษากันโดยไม่เก็บค่าเข้าชมแต่ อย่างใด เพื่อเป็นอนุสติเตือนใจให้คนละเว้นความชั่วมุ่งทำแต่ความดี ปลูกฝังคุณธรรมและให้ความรู้ในชาติกำเนิดภพภูมิต่างๆ รวมทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม แบบโสตทัศนธรรมศึกษา เป็นวิหารขนาดใหญ่หลังเดียวของเมืองไทย ออกแบบก่อสร้างได้อย่างวิจิตรพิสดารลึกล้ำเป็นพิเศษ โดยชั้นล่างได้สร้างและตกแต่งเป็นนรกที่ได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัสน่า สยองพองขนอันเป็นผลจากการกระทำความชั่วต่างๆ โดยมีหุ่นสัตว์นรกที่เคลื่อนไหวด้วยกลไกที่มีเสียงประกอบเพียงแห่งเดียวของ เมืองไทย ส่วนชั้นบนนั้นได้แสดงสวรรคภูมิและพรหมภูมิด้วยภาพเขียนประกอบแสงสีงดงาม ตระการตา ทั่วบริเวณวัดมีรูปปั้นนักษัตร 12 ราศี และมีสวนหย่อมที่ร่มรื่นสวยงามด้วยพรรณไม้นานาชนิด
วัดพืชอุดมตั้งอยู่ที่เลขที่ 25 คลองสิบสองสายหกวา หมู่ที่ 9 ต.พืชอุดม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เดิมวัดนี้มีชื่อว่า "วัดราษฎร์ศรัทธาราม" ต่อมาในสมัยพระอธิการช่วง ธัมมโชติ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "วัดพืชอุดม" เนื่องมาจากบริเวณวัดและพื้นที่ใกล้เคียงกับวัดอุดมไปด้วยไม้ผลไม้ดอกและพืช พรรณธัญญาหารต่างๆ
ปีพ.ศ.2541 ทางวัดประสบอัคคีภัยเผาผลาญทำลายถาวรวัตถุที่สร้างด้วยไม้ไปทั้งหมด เช่น ศาลาการเปรียญ, กุฏิสงฆ์ คณะสงฆ์ กรรมการวัด และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมแรงร่วมใจกันวางศิลาฤกษ์ดวงพิชัยสงคราม อุโบสถหลังใหม่ เป็นแบบอุโบสถจัตุรมุข ขนาดกว้าง 24.20 เมตร. ยาว 38.20 เมตร
จากนั้นในช่วงปีพ.ศ.2546-2548 ทางวัดได้ดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยจุดมุ่งหมายของการสร้างวัดพืชอุดมยุคใหม่นี้เพื่อให้เป็นสถานที่ชุมนุม ของชาวพุทธทั้งหลาย ที่มีศรัทธามาศึกษาเรียนรู้ธรรมะจากภายนอกและภายใน สามารถดูได้ทั้งครอบครัว เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ขณะเดียวกันทางวัดได้จัดฝึกปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง และโครงการหนึ่งที่ไม่เหมือนวัดใด คือ โครงการวัดสเตย์ (WAT STAY) ได้รับการตัดสินให้เป็นโอท็อปท่องเที่ยวระดับประเทศประจำปี 2549
ขณะนี้อุโบสถจัตุรมุขได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว โดยกำหนดจัดงานมหากุศลปิดทองฝังลูกนิมิตอย่างยิ่งใหญ่รวม 9 วัน 9 คืน ระหว่างวันที่ 25 เม.ย. ถึง 3 พ.ค.2552 ภายในงานจะมีกิจกรรมให้ร่วมบุญมากมาย เช่น ไถ่ชีวิตโค-กระบือ, ถวายสังฆทาน, ทำบุญเลี้ยงปลา ฯลฯ ในโอกาสนี้ทางวัดจึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเที่ยวชมงานและสัมผัสความอลังการ ของพุทธศิลป์สิ่งก่อสร้างต่างๆ ไว้เป็นเครื่องเตือนใจครั้งหนึ่งในชีวิต
สอบถามเส้นทาง โทร. 0-2563-0248,0-2563-1130
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังกันครับ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังถือเป็นเหรียญสุดยอดนิยมของพระเครื่องประเภทเหรียญ จัดอยู่ในชุดเบญจภาคีเหรียญ และมีมูลค่าราคาสูงมาก เหรียญหลวงปู่เอี่ยมมีทั้งเหรียญยันต์สี่ เหรียญฉลุทองคำ เหรียญฉลุยกหน้า และเหรียญยันต์ห้า ทีนี้เรามาคุยกันถึงมูลเหตุการสร้างและรายละเอียดว่ามีสร้างด้วยกันกี่แบบ กี่เนื้อ
เหรียญหลวงปู่เอี่ยม จัดสร้างขึ้นเมื่อคณะศิษย์ของหลวงปู่ได้ขออนุญาตจัดสร้างขึ้นไว้เป็นที่ ระลึก หลวงปู่ก็ได้อนุญาตให้สร้าง ลูกศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ โกศล สิริเวชกุล หรือที่ชาวบ้านมัก เรียกกันว่า "หมอกิม" ได้ติดต่อให้นายเนียม ซึ่งเป็นช่างทองรับไปจัดทำ ซึ่งในครั้งแรกก็คือเหรียญยันต์สี่ มีด้วยกันสองเนื้อคือเนื้อทองแดงและเนื้อเงิน ด้านหลังของเหรียญยังแบ่งเป็นสองแบบคือแบบสามจุดและหลังสี่จุด จำนวนเหรียญที่สร้างประมาณ 5,000 เหรียญ เป็นเหรียญแบบสี่จุดประมาณ 4,000 เหรียญและหลังแบบ 3 จุดประมาณ 1,000 เหรียญ
นอกจากนี้ช่างยังได้ออกแบบพิเศษขึ้นมาอีกแต่มีจำนวนน้อยตามผู้สั่งทำคือ เหรียญฉลุยกหน้า เนื้อทองคำและเนื้อเงิน เหรียญฉลุเนื้อทองคำ เหรียญฉลุเนื้อทองคำลงยา เหรียญแบบพิเศษนี้ริเริ่มสั่งทำโดยหมอกิม ซึ่งหมอกิมได้มอบให้ช่างทองอีกคนหนึ่ง คือช่างเจ๋ง อยู่ที่ภาษีเจริญ เป็นผู้จัดทำ เหรียญแบบพิเศษทั้ง 3 แบบนี้ได้แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ดังนี้ เหรียญแบบฉลุยกหน้า ใช้แบบจากรูปถ่ายที่หลวงปู่มีผ้ารัดประคด และเหรียญฉลุทองคำทั้งแบบลงยาและไม่ลงยา ที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ซึ่งต่อมาก็นำมาใช้เป็นแม่พิมพ์เหรียญยันต์ห้านั่นเอง ส่วนด้านหลังของเหรียญแบบฉลุทองคำทั้งสองแบบใช้แม่พิมพ์ของเหรียญยันต์สี่มา เป็นแม่พิมพ์
เหรียญหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่นี้ได้แจกจ่ายให้แก่ผู้บริจาคเงินสมทบทุน การปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ ของวัดหนัง ส่วนเหรียญแบบพิเศษนั้น สร้างหลังจากที่สร้างเหรียญยันต์สี่แบบธรรมดา ไม่นานนักคือหมอกิมได้นำทองคำไปให้ช่างทองคำให้เมื่อทำเสร็จ มีคนอื่นเห็นเข้าต่างก็ชอบใจจึงได้ไหว้วานให้หมอกิมจ้างช่างให้ทำให้บ้าง แต่ก็สร้างน้อยมากตามผู้สั่งทำ ส่วนมากก็เป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่แทบทั้งสิ้น เหรียญของหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่ทั้งแบบเนื้อทองแดง เนื้อเงินและแบบพิเศษ ทุกเหรียญ การตัดขอบของเหรียญหลังจากปั๊มเหรียญเสร็จแล้ว จะตัดขอบด้วยการใช้เลื่อยฉลุตัดขอบทุกเหรียญ ที่เรามักจะเรียกกันว่า "เหรียญข้างเลื่อย" นั่นเองครับ
ส่วนเหรียญยันต์ห้านั้นสร้างต่อมาในภายหลังจากเหรียญยันต์สี่ โดยพระครูคำและพระปลัดแจ้ง ได้ไปขออนุญาตหลวงปู่ขอจัดสร้างเหรียญไว้อีกรุ่นหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ หลวงปู่ก็ไม่ได้ขัด พระปลัดแจ้งจึงได้ไปให้ช่างเนียมได้จัดทำให้ โดยใช้แม่พิมพ์เหรียญฉลุทองคำเป็นแม่พิมพ์ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่เป็นแบบยันต์ห้า สร้างจำนวนประมาณ 1,000 เหรียญ เป็นเนื้อสัมฤทธิ์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้นำไปให้หลวงปู่เสก หลังจากนั้นอีกประมาณสามเดือนหลวงปู่ก็มรณภาพลง
เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ก็เป็นอย่างที่ผมเล่ามานี่แหละครับและในวันนี้ผมก็ได้ไปขอรูปเหรียญฉลุยก หน้าเนื้อเงิน ของคุณบอย พระจันทร์ มาให้ท่านผู้อ่านชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขอขอบคุณ คุณบอย ท่าพระจันทร์ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อภาพมาในครั้งนี้ด้วย
ด้วยความจริงใจ แทน ท่าพระจันทร์ ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
ด้วยความจริงใจ แทน ท่าพระจันทร์ ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
ป้ายกำกับ:
ข่าวพระเครื่อง,
ข่าวพระสงฆ์,
ข่าววัด,
พระเครื่อง,
พระแท้
Saturday, April 11, 2009
เหรียญหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ วัดโคกเขมา จ.นครปฐม

เหรียญหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ หรือ พระอุดมประชานาถ ถือเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมกันจากบรรดาเซียนนักสะสมบูชาวัตถุมงคลเป็น อย่างยิ่ง
โดยเฉพาะ เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อเปิ่น วัดโคกเขมา พ.ศ.2509 จ.นครปฐม
เหรียญดังกล่าว เป็นเหรียญเสมา รูปเหมือน ปั๊มตัดทีเดียว จัดสร้างโดยคณะศิษย์ เพื่อฉลองในโอกาสที่หลวงพ่อเปิ่นได้รับตำแหน่งเจ้าอธิการ ในปี พ.ศ.2509 เป็นเนื้อทองแดงรมดำและทองแดงผิวไฟ
ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อเปิ่นนั่งขัดสมาธิขอบกนก ด้านบนมีหูเหรียญ อักษรใต้ฐาน เขียนว่า "พระอธิการเปิ่น"
ด้านหลังเหรียญเป็นยันต์อุ 23 อักขระ ทั้งนี้ เหรียญรุ่นแรก ด้านหลังแบ่งออกเป็น 2 บล็อก คือ บล็อกหลังเรียบและบล็อกขี้กลาก
เหรียญหลวงพ่อเปิ่นรุ่นแรก มีการทำปลอมมายาวนาน แต่ของปลอมส่วนใหญ่ยังทำปลอมได้ไม่ใกล้เคียง
หลวงพ่อเปิ่น ยังได้จัดสร้างเหรียญและวัตถุมงคลออกมาอีกหลายรุ่น อาทิ เหรียญหลวงพ่อเปิ่น เหรียญขี่เสือ ปี 2535, เหรียญรุ่นพิเศษเนื้อทองแดงรมควัน
เหรียญหล่อหลวงพ่อเปิ่นพระนาคปรก ปี 2534, พระรูปหล่อ หลวงพ่อเปิ่นรูปเหมือนปั้น เป็นต้น
ปัจจุบัน พระเครื่องของวัดโคกเขมาหายากมาก ด้วยเพราะมีประสบการณ์และอภินิหาริย์ให้ผู้เช่าบูชาได้ประจักษ์ หลังจากเหรียญรุ่นแรกของท่านแล้ว พระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆ จากวัดโคกเขมา ได้จัดสร้างออกมาอีก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เช่าหาบูชากัน นำเงินบำรุงพัฒนาวัด
ทั้งนี้ หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ หรือ พระอุดมประชานาถ เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคกลางองค์หนึ่ง ที่มีการจัดสร้างวัตถุมงคลเอาไว้มากมายหลายรุ่น ทั้งออกในนามของวัดบางพระ หรือวัดอื่นๆ อีกทั้งในนามหน่วยงานราชการ เอกชน รวมไปถึงคณะศิษยานุศิษย์
วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างปลุกเสก มีพุทธคุณเด่นทางเมตตามหานิยม เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ป้ายกำกับ:
ข่าวพระเครื่อง,
ข่าวพระสงฆ์,
ข่าววัด,
พระเครื่อง,
พระแท้
Subscribe to:
Posts (Atom)
