Showing posts with label พระแท้. Show all posts
Showing posts with label พระแท้. Show all posts

Friday, April 17, 2009

โบราณสถาน และ โบราณวัตถุ 22วัดร้าง เตรียมเสนอตั้งอุทยาน

สำรวจพบโบราณสถาน22วัดร้าง เตรียมเสนอตั้งอุทยาน

นายธนิศักดิ์ อุ่นตา วัฒนธรรม จ.นครพนม เปิดเผยว่า ในอดีต จ.นครพนม ตามปรากฏในตำนานอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม) เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่มีความสำคัญ ซึ่งอยู่ในยุคของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ที่รุ่งเรือง และสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีโคตรบูรณ์โบราณซ้อนยุค ก่อนที่เมืองนี้จะตกเป็นของอาณาจักรประเทศสยาม เมื่อพ.ศ.2321 จากนั้นมาจึงย้ายเมืองมาอยู่บริเวณบ้านเมืองเก่า ต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม กระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 15-16 สมัยที่ขอมเรืองอำนาจเมืองศรีโคตรบูรณ์จึงกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด


ทางสำนักงานวัฒนธรรม จ.นครพนม ได้มีโครงการสำรวจแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานกลุ่มโบราณสถานบ้านเมืองเก่านครพนมขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบค้นร่องรอยของอาณาจักรและเมืองเก่าในอดีต และเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาหลักเมืองเดิม แต่ก็ยังไม่ชี้ชัดหลังพบร่องรอยกำแพงเมือง หลักศิลาจารึก สิม ซากโบสถ์ ซากเจดีย์ ใบเสมา พระพุทธรูปโบราณ เศียรพระ เศษกระเบื้องและเศษไหโบราณจำนวนมากที่กระจัดกระจายใน 3 ตำบลของ อ.เมืองนครพนม


จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีกลุ่มวัดที่ค้นพบโบราณ สถานและโบราณวัตถุแยกเป็นวัดในตัวเมือง 16 วัด และนอกเมือง 6 วัด ส่วนใหญ่เป็นวัดร้างอยู่ในบริเวณ บ.เมืองเก่า บ.หนองจันทร์ ต.ท่าค้อ ใน ต.ดงขวาง ต.บ้านกลาง และในเขตเทศบาลเมืองนครพนมบางส่วน รวมทั้งหมด 22 วัด ในจำนวนนี้มีพระธาตุเมืองเก่า บ.เมืองเก่า หมู่ 2 และเจดีย์วัดป่าแก่งเมือง บ.หนาด หมู่ 3 ต.บ้านกลาง ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว


คาดว่าแหล่งโบราณสถานและ แหล่งโบราณคดีดังกล่าวน่าจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการตั้ง เมืองเก่านครพนมในครั้งอดีต ซึ่งจะได้เร่งรวบรวมข้อมูลและหลักฐานที่ปรากฏ เพื่อขอจัดตั้งเป็นอุทยานกลุ่มโบราณสถานเมืองเก่านครพนมต่อสำนักศิลปากรที่ 10 จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตได้ต่อไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

วัดโพธิ์ชัย งานสมโภช หลวงพ่อพระใส ห้ามขายน้ำเมาในวัด

นายกวี กิตติสถาพร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เปิดเผยว่า งานบุญมหาสงกรานต์จังหวัดหนองคาย ได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ทั้งนี้ ผลกระทบจากปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดื่ม ปัญหาความรุนแรง ก่อให้เกิดความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามของพระพุทธศาสนา ดังนั้น จำเป็นต้องมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจ โดยเริ่มตรวจตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป

ด้านพระมหาพิชิต อตุลเวโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดโพธิ์ชัยจัดงานสมโภชหลวงพ่อพระใส วัดได้ตั้งคณะกรรมการวัดขึ้นมากำชับกวดขันไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกชนิดในเขตวัด หากพบว่ามีผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกไล่ออกจากวัดห้ามจำหน่ายสินค้าดังกล่าวทันที เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายและรณรงค์ให้ประชาชนลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัดและสถานที่ต่างๆ
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

พระนิรันตราย 2 กษัตริย์



พระนิรันตราย 2 กษัตริย์ "สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ"

ปี 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสร้าง "พระนิรันตราย (จำลอง) สองกษัตริย์ ครั้งแรกในรอบ 141 ปี" โดยจำลององค์ใน (องค์ดั้งเดิม) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร หน้าตัก 3 นิ้ว สูง 4 นิ้ว มีพุทธลักษณะแบบศิลปะทวารวดี และจำลององค์นอก ซึ่งสวมครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชรเช่นเดียวกันหน้าตัก 5 นิ้วครึ่ง

พุทธลักษณะพระนิรันตรายแบบอย่างสกุลช่างรัตนโกสินทร์ ครองผ้าอย่างยุติธรรม งดงามตามแบบพระพุทธรูปที่สร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เบื้องหลังมีซุ้มเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ มีอักขระขอมจำหลักลงในวงกลีบบัวเบื้องหน้า 9 เบื้องหลัง 9 พระคุณนามแสดงพระพุทธคุณ ยอดเรือนแก้วมีรูปพระมหามงกุฎติดอยู่กับฐาน ชั้นล่างของฐานพระทำเป็นที่สำหรับสรงน้ำพระ มีท่อเป็นรูปหัววัว แสดงเป็นที่หมายพระโคตรซึ่งเป็นโคตรมะ และพระนิรันตราย อันมีความหมายว่า "ปราศจากอันตราย นิรันดร์" เป็นพระบูชารัชกาลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพุทธลักษณะอันงดงามของศิลปะสองยุค ด้วยองค์ใน (องค์ดั้งเดิม) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ศิลปะสมัยทวารวดี ส่วนองค์นอกที่สร้างครอบไว้นั้นเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ครองผ้าแบบธรรมยุต ศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนกลาง

เหตุแห่งพระนามพระนิรันตรายนั้น ด้วยเกิดเหตุอัศจรรย์หลายครั้งคราตามบันทึกกล่าวไว้ว่า ในครั้งนั้น เมื่อปีพ.ศ. 2399 กำนันอิน ซึ่งเป็นชาวเมืองปราจีนบุรี ได้ฝันว่าจับช้างเผือกได้ และหลังจากนั้นไม่นาน กำนันอินกับบุตรชายชื่อนายยัง เดินทางเข้าป่าเพื่อขุดมันนกในบริเวณชายป่า ห่างจากดงศรีมหาโพธิ์ประมาณ 3 เส้น ก็ได้พบพระพุทธรูปสมัยทวารวดี หล่อด้วยทองคำเนื้อหก มีน้ำหนักถึง 8 ตำลึง เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก จึงนำไปมอบให้พระเกรียงไกร กระบวนยุทธ์ ปลัดเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปทองคำไปประดิษฐาน ณ หอพระเสถียรธรรมปริตรคู่กับพระกริ่งทองคำน้อย

ครั้นปีพ.ศ. 2403 มีคนร้ายลักลอบเข้าหอเสถียรธรรมปริตร ได้ลักเอาพระกริ่งทองคำองค์น้อยไป เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่กลับไม่ลักเอาพระพุทธรูปทองคำที่ประดิษฐาน อยู่คู่กันไปด้วย ทั้งที่องค์พระมีขนาดใหญ่กว่ามาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า...พระพุทธรูปที่ กำนันอินทูลเกล้าฯ ถวายนั้น เป็นทองคำทั้งแท่ง และใหญ่กว่าพระกริ่ง ควรที่คนร้ายจะลักองค์ใหญ่ไปแต่กลับละไว้ เช่นเดียวกับผู้ที่ขุดได้ไม่ได้ทำอันตราย เป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่งนักที่แคล้วคลาดถึง 2 ครั้ง พระองค์จึงถวายนามว่า "พระนิรันตราย"

จาก นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้เจ้าพนักงานทำการหล่อพระพุทธรูปนั่ง ปางสมาธิเพชร เนื้อทองคำ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้วครึ่ง เพื่อครอบพระนิรันตรายไว้อีกชั้นหนึ่ง และโปรดฯให้หล่อเป็นเนื้อเงินบริสุทธิ์อีกองค์หนึ่งไว้คู่กัน ต่อมาทรงมีพระราชดำริว่า พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย ซึ่งทรงสถาปนาขึ้นแพร่หลาย จนมีผู้ศรัทธาสร้างวัดถวายในนิกายนี้มากขึ้น ในพ.ศ. 2411 จึงโปรดฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนี้ขึ้น 18 องค์ เท่าจำนวนปีที่เสวยราชย์ เพื่อถวายเป็นที่ระลึกแก่วัดในนิกายนั้น แต่สวรรคตเสียก่อน มาถวายในรัชกาลที่ 5

ต่อมารัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภว่า เสวยราชย์มาเท่ากับรัชกาลที่ 2 จึงโปรดฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนั่งสมาธิกาไหล่ทองรวม 16 องค์ ขนานนามว่า "พระ นิโรคันตราย" มีรูปนาคแปลงเป็นมนุษย์ เชิญฉัตรกั้น พระรูปหนึ่ง เชิญพัดโบกรูปหนึ่ง อยู่สองข้างข้างละรูป ถวายพระมหานิกาย 15 องค์ เก็บไว้กับพระนิรันตรายในพระบรมมหาราชวังองค์หนึ่ง และประดิษฐาน ณ หอพระสุลาลัยพิมานพระบรมมหาราชวังจนบัดนี้

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ได้เป็นประธานประกอบพิธีเททอง และกดพิมพ์เป็นปฐมฤกษ์ "พระนิรันตราย (จำลอง) สองกษัตริย์ ครั้งแรกในรอบ 141 ปี" ณ มณฑลพิธีหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองกษัตริย์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ พระเกจิคณาจารย์นั่งอธิษฐานจิต 8 ทิศ ได้แก่ หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว, หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้, หลวงพ่อรวย วัดตะโก, หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ, หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร, หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม, หลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ และหลวงพ่อสวาท วัดอ่าวหมู

วัตถุประสงค์เพื่อ นำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเป็นสิริมงคลยิ่งแก่ผู้มีไว้ครอบครองและเป็นการตอบแทนผู้ที่ร่วมบริจาค เพื่อสร้างอาคาร 100 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อให้นิสิตเก่าชาวจุฬาฯ ทุกคณะ ทุกรุ่นได้มีศูนย์กลางในการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันคิดสร้างสรรค์กิจกรรมที่มีคุณประโยชน์ทั้งต่อนิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โทร.0-2215-3488, 08-2223-1112-7 หรือตามศูนย์พระเครื่องชั้นนำทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง



สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังกันครับ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังถือเป็นเหรียญสุดยอดนิยมของพระเครื่องประเภทเหรียญ จัดอยู่ในชุดเบญจภาคีเหรียญ และมีมูลค่าราคาสูงมาก เหรียญหลวงปู่เอี่ยมมีทั้งเหรียญยันต์สี่ เหรียญฉลุทองคำ เหรียญฉลุยกหน้า และเหรียญยันต์ห้า ทีนี้เรามาคุยกันถึงมูลเหตุการสร้างและรายละเอียดว่ามีสร้างด้วยกันกี่แบบ กี่เนื้อ

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม จัดสร้างขึ้นเมื่อคณะศิษย์ของหลวงปู่ได้ขออนุญาตจัดสร้างขึ้นไว้เป็นที่ ระลึก หลวงปู่ก็ได้อนุญาตให้สร้าง ลูกศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ โกศล สิริเวชกุล หรือที่ชาวบ้านมัก เรียกกันว่า "หมอกิม" ได้ติดต่อให้นายเนียม ซึ่งเป็นช่างทองรับไปจัดทำ ซึ่งในครั้งแรกก็คือเหรียญยันต์สี่ มีด้วยกันสองเนื้อคือเนื้อทองแดงและเนื้อเงิน ด้านหลังของเหรียญยังแบ่งเป็นสองแบบคือแบบสามจุดและหลังสี่จุด จำนวนเหรียญที่สร้างประมาณ 5,000 เหรียญ เป็นเหรียญแบบสี่จุดประมาณ 4,000 เหรียญและหลังแบบ 3 จุดประมาณ 1,000 เหรียญ

นอกจากนี้ช่างยังได้ออกแบบพิเศษขึ้นมาอีกแต่มีจำนวนน้อยตามผู้สั่งทำคือ เหรียญฉลุยกหน้า เนื้อทองคำและเนื้อเงิน เหรียญฉลุเนื้อทองคำ เหรียญฉลุเนื้อทองคำลงยา เหรียญแบบพิเศษนี้ริเริ่มสั่งทำโดยหมอกิม ซึ่งหมอกิมได้มอบให้ช่างทองอีกคนหนึ่ง คือช่างเจ๋ง อยู่ที่ภาษีเจริญ เป็นผู้จัดทำ เหรียญแบบพิเศษทั้ง 3 แบบนี้ได้แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ดังนี้ เหรียญแบบฉลุยกหน้า ใช้แบบจากรูปถ่ายที่หลวงปู่มีผ้ารัดประคด และเหรียญฉลุทองคำทั้งแบบลงยาและไม่ลงยา ที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ซึ่งต่อมาก็นำมาใช้เป็นแม่พิมพ์เหรียญยันต์ห้านั่นเอง ส่วนด้านหลังของเหรียญแบบฉลุทองคำทั้งสองแบบใช้แม่พิมพ์ของเหรียญยันต์สี่มา เป็นแม่พิมพ์

เหรียญหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่นี้ได้แจกจ่ายให้แก่ผู้บริจาคเงินสมทบทุน การปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ ของวัดหนัง ส่วนเหรียญแบบพิเศษนั้น สร้างหลังจากที่สร้างเหรียญยันต์สี่แบบธรรมดา ไม่นานนักคือหมอกิมได้นำทองคำไปให้ช่างทองคำให้เมื่อทำเสร็จ มีคนอื่นเห็นเข้าต่างก็ชอบใจจึงได้ไหว้วานให้หมอกิมจ้างช่างให้ทำให้บ้าง แต่ก็สร้างน้อยมากตามผู้สั่งทำ ส่วนมากก็เป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่แทบทั้งสิ้น เหรียญของหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่ทั้งแบบเนื้อทองแดง เนื้อเงินและแบบพิเศษ ทุกเหรียญ การตัดขอบของเหรียญหลังจากปั๊มเหรียญเสร็จแล้ว จะตัดขอบด้วยการใช้เลื่อยฉลุตัดขอบทุกเหรียญ ที่เรามักจะเรียกกันว่า "เหรียญข้างเลื่อย" นั่นเองครับ

ส่วนเหรียญยันต์ห้านั้นสร้างต่อมาในภายหลังจากเหรียญยันต์สี่ โดยพระครูคำและพระปลัดแจ้ง ได้ไปขออนุญาตหลวงปู่ขอจัดสร้างเหรียญไว้อีกรุ่นหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ หลวงปู่ก็ไม่ได้ขัด พระปลัดแจ้งจึงได้ไปให้ช่างเนียมได้จัดทำให้ โดยใช้แม่พิมพ์เหรียญฉลุทองคำเป็นแม่พิมพ์ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่เป็นแบบยันต์ห้า สร้างจำนวนประมาณ 1,000 เหรียญ เป็นเนื้อสัมฤทธิ์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้นำไปให้หลวงปู่เสก หลังจากนั้นอีกประมาณสามเดือนหลวงปู่ก็มรณภาพลง

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ก็เป็นอย่างที่ผมเล่ามานี่แหละครับและในวันนี้ผมก็ได้ไปขอรูปเหรียญฉลุยก หน้าเนื้อเงิน ของคุณบอย พระจันทร์ มาให้ท่านผู้อ่านชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขอขอบคุณ คุณบอย ท่าพระจันทร์ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อภาพมาในครั้งนี้ด้วย
ด้วยความจริงใจ แทน ท่าพระจันทร์ ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

Saturday, April 11, 2009

เหรียญหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ วัดโคกเขมา จ.นครปฐม



เหรียญหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ หรือ พระอุดมประชานาถ ถือเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมกันจากบรรดาเซียนนักสะสมบูชาวัตถุมงคลเป็น อย่างยิ่ง

โดยเฉพาะ เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อเปิ่น วัดโคกเขมา พ.ศ.2509 จ.นครปฐม
เหรียญดังกล่าว เป็นเหรียญเสมา รูปเหมือน ปั๊มตัดทีเดียว จัดสร้างโดยคณะศิษย์ เพื่อฉลองในโอกาสที่หลวงพ่อเปิ่นได้รับตำแหน่งเจ้าอธิการ ในปี พ.ศ.2509 เป็นเนื้อทองแดงรมดำและทองแดงผิวไฟ
ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อเปิ่นนั่งขัดสมาธิขอบกนก ด้านบนมีหูเหรียญ อักษรใต้ฐาน เขียนว่า "พระอธิการเปิ่น"

ด้านหลังเหรียญเป็นยันต์อุ 23 อักขระ ทั้งนี้ เหรียญรุ่นแรก ด้านหลังแบ่งออกเป็น 2 บล็อก คือ บล็อกหลังเรียบและบล็อกขี้กลาก
เหรียญหลวงพ่อเปิ่นรุ่นแรก มีการทำปลอมมายาวนาน แต่ของปลอมส่วนใหญ่ยังทำปลอมได้ไม่ใกล้เคียง
หลวงพ่อเปิ่น ยังได้จัดสร้างเหรียญและวัตถุมงคลออกมาอีกหลายรุ่น อาทิ เหรียญหลวงพ่อเปิ่น เหรียญขี่เสือ ปี 2535, เหรียญรุ่นพิเศษเนื้อทองแดงรมควัน

เหรียญหล่อหลวงพ่อเปิ่นพระนาคปรก ปี 2534, พระรูปหล่อ หลวงพ่อเปิ่นรูปเหมือนปั้น เป็นต้น
ปัจจุบัน พระเครื่องของวัดโคกเขมาหายากมาก ด้วยเพราะมีประสบการณ์และอภินิหาริย์ให้ผู้เช่าบูชาได้ประจักษ์ หลังจากเหรียญรุ่นแรกของท่านแล้ว พระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆ จากวัดโคกเขมา ได้จัดสร้างออกมาอีก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เช่าหาบูชากัน นำเงินบำรุงพัฒนาวัด

ทั้งนี้ หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ หรือ พระอุดมประชานาถ เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคกลางองค์หนึ่ง ที่มีการจัดสร้างวัตถุมงคลเอาไว้มากมายหลายรุ่น ทั้งออกในนามของวัดบางพระ หรือวัดอื่นๆ อีกทั้งในนามหน่วยงานราชการ เอกชน รวมไปถึงคณะศิษยานุศิษย์
วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างปลุกเสก มีพุทธคุณเด่นทางเมตตามหานิยม เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Friday, February 20, 2009

พระแท้ พระปลอม ตรวจสอบที่สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชา

นายพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชา กล่าวว่า วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ นี้ สมาคมจะเปิดบริการรับตรวจสอบพระเครื่องให้กับประชาชนทั่วไป เวลา ๐๙.๐๐- ๑๕.๐๐ น. ณ บริเวณที่ตั้งของสมาคม ชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน จ.นนทบุรี
ถ้าหากพระของท่านเป็น "พระแท้" ทางสมาคมจะออกใบประกาศนียบัตรรับรองให้ พร้อมภาพถ่ายองค์พระติดไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าเป็น "พระปลอม" ท่านเจ้าของพระก็จะได้รับทราบความเป็นจริงที่ถูกต้อง
นายกสมาคมผู้ นิยมพระเครื่องฯ กล่าวด้วยว่า การพิจารณาพระแท้หรือพระปลอมนั้น ทางสมาคมจะเชิญคณะกรรมการผู้ชำนาญในพระเครื่องแต่ละประเภทหลายท่านด้วยกัน เป็นผู้พิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบที่สุด ก่อนที่จะมีมติตัดสินผลการตรวจสอบพระแต่ละองค์ ฉะนั้น โอกาสที่จะผิดพลาดจึงมีน้อยมาก และในการพิจารณาพระแต่ละองค์ คณะกรรมการจะดูแลองค์พระของท่านเป็นอย่างดีที่สุด
ประเภท พระที่จะเปิดรับการตรวจสอบ ได้แก่ พระชุดเบญจภาคี ทุกพิมพ์ พระเนื้อดิน พระเนื้อผง พระเนื้อชิน ฯลฯ โดยมีค่าบริการองค์ละ ๕๐๐ บาท สำหรับพระชุดเบญจภาคี และ ๓๐๐ บาทสำหรับพระเนื้อดิน เนื้อผง
ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สมาคมฯ ชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน โทร.๐-๒๙๕๒-๕๔๙๐ ที่มา...หนังสือพิมพ์คมชัดลึก