Showing posts with label ข่าวพระเครื่อง. Show all posts
Showing posts with label ข่าวพระเครื่อง. Show all posts

Saturday, September 13, 2014

สุดยอดเหรียญเจ้าสัวแห่งทศวรรษ หลวงปู่จื่อ วัดเขาตาเงาะอุดมพร


เหรียญเจ้าสัวหลวงปู่จื่อ วัดเขาตาเงาะอุดมพร
สุดยอดเหรียญเจ้าสัวแห่งทศวรรษ หลวงปู่จื่อ วัดเขาตาเงาะอุดมพร ต.หนองบัวระแวง จ.ชัยภูมิ เหรียญเจ้าสัว ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ที่ยิ่งใหญ่และอลังการ สำหรับท่านที่สนใจคอยติดตามความคืบหน้าได้เลยครับ

Friday, June 13, 2014

พระสมเด็จเสาร์5หลวงพ่อจำนงค์ วัดสว่างวงษ์คณะกิจ ว.ส.ว.เสาร์5

พระสมเด็จเสาร์5หลวงพ่อจำนงค์ วัดสว่างวงษ์คณะกิจ
พระสมเด็จเสาร์5หลวงพ่อจำนงค์ วัดสว่างวงษ์คณะกิจ ว.ส.ว.เสาร์5 ย้อนไปปีพ.ศ.2543 หลวงพ่อจำนงค์ เห็นว่า โรงเรียนพินิจอนุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนการกุศลของวัด เปิดดำเนินการมา 50 ปี สภาพอาคารเรียนเริ่มชำรุดทรุดโทรม จึงปรึกษาคณะกรรมการวัด มีมติให้จัดสร้างวัตถุมงคลหาทุนทรัพย์สมทบทุนการบูรณะ โดยจัดสร้าง "พระสมเด็จเสาร์ 5 รุ่น 50 ปี ร.ร.พินิจอนุสรณ์" เป็นเนื้อผงพุทธคุณ จำนวน 10,000 องค์ และพระผงมหาพุทธคุณพระเครื่อง เบญจภาคีเสาร์ห้า จำนวน 5,000 ชุด โดยหลวงพ่อจำนงค์ ปลุกเสกเดี่ยวตลอดไตรมาส (3 เดือน)

ลักษณะพระสมเด็จเสาร์ห้าหลวงพ่อจำนงค์ เป็นพระเนื้อผงพิมพ์สี่เหลี่ยม เหมือนพระสมเด็จทั่วไป ด้านหน้าพระสมเด็จฯ ตรงกลางเป็นรูปนูนองค์พระพุทธ ประทับบนฐาน 9 ชั้น รูปปรกโพธิ์มีซุ้มครอบแก้
ส่วนด้านหลังพระสมเด็จฯ มีอักษรไทยและเลขไทย (ตัวลึก) "ว.ส.ว. เสาร์ ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ พ.ศ.๒๕๔๓" ปลุกเสกด้วยพุทธาคมสาย หลวงพ่อโอด, หลวงพ่อเดิม, หลวงพ่อรุ่ง พุทธคุณ จึงโดดเด่นรอบด้าน ที่มา...http://www.khaosod.co.th/

Sunday, July 24, 2011

ขุนแผนหลังยันต์อกแตก (หัวใจพ่อเพชร) อุดผงพรายกุมาร

ขุนแผนหลังยันต์อกแตก(หัวใจพ่อเพชร) หลวงพ่อเมียน วัดบ้านจะเนียน อุดผงพรายกุมารผสมสีผึ้งแมลงทับ น้ำมันพรายเทียน สำหรับท่านที่สนใจด้ามเมตตามหาเสน่ห์ลองหาเช่ากันดูนะครับ

Tuesday, May 12, 2009

นิตยสารพระเครื่อง อิทธิฤทธิ์ เดือนพฤษภาคม 2552

นิตยสารพระเครื่อง "อิทธิฤทธิ์" ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 ปกหน้าหลวงปู่บุญมี คุณสาโร หรือพระครูธรรมสุตาภรณ์ วัดสุตธรรมาราม ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นคร นายก เด่นในฉบับกับเรื่องราวอภินิหารพระผงว่าน หลวงพ่อคล้อย ฐานธัมโม วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร และพระครูสิทธิกาญจนกิจ (หลวงพ่อวัชระ) วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี พระผู้รักษาโรคที่เกิดจากวิบากกรรม ติดตาม นิตยสารพระเครื่องอิทธิฤทธิ์ เดือนพฤษภาคม 2552 ได้ตามแผงหนังสือทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

นิตยสารพระเครื่อง เอกคัมภีร์ เดือนพฤษภาคม 2552

นิตยสารพระเครื่อง "เอกคัมภีร์" ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 ปกหน้าพระกริ่ง นิรันตรายสองกษัตริย์ เนื้อหาน่าสนใจในเล่ม ย้อนรอยเกจิดังรำลึก 4 ปี พระจริงนิ่งใบ้ พระผู้ให้จนสิ้นลม หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ปาฏิหาริย์รอดตายวิถีกระสุนในคอแขวนจตุคามรามเทพรุ่นแรกปี 2530 ฉบับนี้สมนาคุณเหรียญหลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา รุ่นบุญรวยมา ปี 2540 ติดตาม นิตยสารพระเครื่องเอกคัมภีร์ เดือนพฤษภาคม 2552 ได้ตามแผงหนังสือทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

นิตยสารพระเครื่อง อภินิหาร เดือนพฤษภาคม 2552

นิตยสารพระเครื่อง "อภินิหาร" ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2552 ปกหน้าฤๅษีบรมครูสำนักเขาอ้อ, พระพุทธรูปบูชา สมัยสุโขทัย-กำแพง เนื้อสำริด ยืนสูง 22 นิ้ว, พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน กรุเก่าวัดคูยาง กำแพง เพชร, หนุมานสะกดทัพ ลังกาสุกะ พระอาจารย์แดง วัดไร่ จ.ปัตตานี, พระบูชา ภปร. ปี 2506 วัดเทวสังฆาราม หน้าตัก 5 นิ้ว ติดตาม นิตยสารพระเครื่องอภินิหาร เดือนพฤษภาคม 2552 ได้ตามแผงหนังสือทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เหรียญนารายณ์ทรงครุฑ


เหรียญนารายณ์ทรงครุฑประทับพระราหูคู่มิตรแห่งพระเสาร์ เนื้อโลหะสามกษัตริย์ จัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2548 โดยพระเทพภาวนาวิกรม (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ วัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ สนับสนุนการศึกษาเล่าเรียนของเยาวชนในโครงการเพชรยอดมงกุฎ
รูปแบบ เหรียญนารายณ์ทรงครุฑสร้างตามตำราโบราณ ซึ่งมีการสร้างขึ้นประดิษฐานตามสถานที่สำคัญของบ้านเมืองหลายแห่งในอดีต เช่น หน้าบัน พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ และมิถูกข้าศึกเผาทำลาย ด้วยเชื่อกันว่าเป็นด้วยฤทธิ์อำนาจแห่งพระนารายณ์ทรงครุฑ ประทับพระราหู ประดิษฐานอยู่ที่หน้าบันด้านโหราศาสตร์กล่าวถึงตำนานเทวดานพเคราะห์ ได้รจนาให้ความหมายเชิงปรัชญา กล่าวว่าพระราหูนั้นมีฤทธิ์มากเป็นอมตะไม่มีวันตาย แต่ต้องพ่ายแพ้ และเกรงกลัวต่ออำนาจแห่งพระนารายณ์ ผู้ทรงใช้จักรตัดคอของพระราหูจนขาดสองท่อน

ดังนั้น พระราหูจึงเกรงกลัวอำนาจแห่งพระนารายณ์ ตำราโหราศาสตร์ ได้กล่าวอีกว่า พระราหูมีอิทธิพลต่อดวงชะตาชีวิตมนุษย์ทุกคน ราหูมีทั้งให้คุณและให้โทษ หากราหูให้คุณอาจทำให้บุคคลนั้นร่ำรวยเงินทอง มีอำนาจและเป็นใหญ่ หากราหูให้โทษหรือไม่ถูกโฉลกกับดวงชะตาแล้วอาจประสบพบกับความลำบากยากเข็ญ ในดวงชะตาชีวิตของทุกคนหลีกหนีราหูไม่พ้น เพราะว่าราหูจะโคจรเปลี่ยนราศีทุกปีครึ่ง ดังนั้น ทุกรอบระยะเวลาดังกล่าวราหูจะส่งผลดีร้ายกับบุคคลผู้เกิดในลัคนาราศีตามแต่ จะโคจรอยู่ในช่วงใดด้านหน้าพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นมหาอำนาจประทับพระ ราหูด้านบนเป็นรูปเศียรพญานาค 9 เศียร อันหมายถึงพระเสาร์เทวา ซึ่งเป็นพระเคราะห์คู่มิตรกับพระราหู ที่แปรเปลี่ยนกลับร้ายกลายเป็นดี ด้วยมีอำนาจแห่งพระนารายณ์สยบกำลังร้ายของพระราหูช่วยเกื้อหนุนดวงชะตาชีวิต

ด้านหลังเหรียญนารายณ์ทรงครุฑ เป็นดวงเมืองกรุงเทพมหานครอยู่ด้านบน ด้านล่างซ้ายขวาคือ ยันต์จันทรประภา และสุริยประภา หรือสุริยัน-จันทรา ซึ่งเป็นยอดแห่งพญายันต์ที่ให้คุณทางด้านโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง เป็นความหมายที่ซ่อนอยู่ในตำนานเทวกำเนิด โดยมีพระราหูเทวาเป็นผู้ควบคุม อันเป็นคุณวิเศษประการสำคัญของพระราหูในด้านดี อันจะบันดาลให้กับผู้บูชาโดยเฉพาะสมบัติจักรพรรดิ ที่เรียกว่า "สัตตรัตนมณี"พระนารายณ์ทรงครุฑประทับพระราหู ตรงตามคัมภีร์กาลจักรศาสตร์ เพื่อสยบอำนาจร้ายของพระราหูมิให้มากระทบแก่ดวงชะตาชีวิต ผ่อนหนักเป็นเบา บรรเทาโทษร้ายตามหลักของโหราศาสตร์ และหากบุคคลนั้นประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว อำนาจร้ายใดๆ ก็มิอาจมากล้ำกราย ความดีที่ทำกุศลที่สร้างก็จะเป็นเกราะกำบังและยังช่วยส่งเสริมเกื้อหนุน ให้ดวงชะตาชีวิตมีกำลังกล้าแข็งขันยิ่งขึ้น
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Monday, May 4, 2009

พระกริ่ง 8 รอบ ญสส. สมเด็จพระสังฆราช



สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชครบ 20 ปี ในวันที่ 21 เมษายน 2552 และจะทรงเจริญพระชนมายุ 96 พรรษา (8 รอบ) ในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 เป็นอุดมมงคลสูงสุด สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ขอประทานอนุญาตสร้างวัตถุมงคล "พระกริ่ง 8 รอบ ญสส." จุดประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน และเพื่อเป็นที่ระลึกในวโรกาสอันเป็นอุดมมงคลสูงสุดนั้น

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานอนุญาตตามที่กราบทูลขอ และประทานโลหะอันเป็นชนวนที่ได้จากการสร้างวัตถุมงคลของวัดบวรนิเวศวิหาร เช่น ชนวนพระกริ่งไพรีพินาศ พระกริ่งคชวัตร เป็นต้น เพื่อผสมพระกริ่งที่จัดสร้างขึ้นในครั้งนี้พระกริ่ง 8 รอบ ญสส. ฉลองพระชนมายุ 96 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระกริ่ง 8 รอบ ญสส. ฉลองพระชนมายุ 96 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

นอกจากนี้ยังได้ผสมชนวนโลหะ ซึ่งได้จากแผ่นโลหะทอง นาก เงิน ที่จารอักขระโดยพระเกจิอาจารย์จากทั่วประเทศจำนวน 108 องค์ ซึ่งรวบรวมไว้ในคราวงานฉลองพระชนมายุครบ 90 พรรษา ของสมเด็จพระสังฆราช แล้วหลอมรวมกัน ผสมหล่อพระกริ่งในครั้งนี้ ที่ใต้ฐานของพระกริ่งปิดด้วยแผ่นตราสัญลักษณ์งานฉลองพระชนมายุ 96 พรรษา (8 รอบ) พุทธลักษณะของพระกริ่งเป็นศิลปะสุโขทัย ซึ่งมีความหมายถึง รุ่งอรุณแห่งความสุข ศิลปะสุโขทัยนับได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งความงดงามของพุทธศิลป์ และการออกแบบพระกริ่งในครั้งนี้จึงนับได้ว่าเป็นพระกริ่งแบบศิลปะไทยแท้

สูตรของการจัดสร้างพระกริ่ง ใช้สูตรเดิมของวัดบวรนิเวศวิหาร ที่สืบทอดมาแต่โบราณ ซึ่งผิวขององค์พระกริ่งจะกลับผิว ทำให้องค์พระกริ่งมีความงดงามยิ่งนัก พระกริ่ง 8 รอบ ญสส. จัดสร้างเพียง 3 เนื้อ ได้แก่ เนื้อทองคำ (น้ำหนัก 28 กรัม), เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองทิพย์

พระกริ่ง 8 รอบ ฉลองพระชนมายุ 96 พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประกอบพิธีเททองไปแล้ว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และได้กำหนดพิธีพุทธาภิเษก ในวันที่ 20 มิถุนายน 2552 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เป็นผู้แทนพระ องค์สมเด็จพระสังฆราช

พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา 10 รูป ได้แก่ พระสาสนโสภณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, พระพรหมเมธี วัดเทพศิรินทราวาส, พระพรหมเวที วัดไตรมิตรวิทยาราม, พระพรหมเมธาจารย์ วัดบุรณศิริมาตยาราม, พระพรหมโมลี วัดพิชยญาติการาม, พระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, พระธรรมกิตติมุนี วัดเฉลิมพระเกียรติ จ.นนทบุรี, พระธรรมกิตติเมธี วัดสัมพันธวงศาราม, พระธรรมวรเมธี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และพระจันทนิภากร (ถวิล จันท สโร) วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ จ.เชียงราย สนใจสั่งจองบูชา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โทร.0-2281-2831-3
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

หลวงพ่อตัด วัดชายนา ละสังขารแล้ว

พระเกจิชื่อดัง หลวงพ่อตัด วัดชายนา มรณภาพแล้ว
หลวงพ่อตัด วัดชายนา พระพุทธวิริยากร เกจิดังเมืองเพชร ละสังขารแล้ว ข่าวของ หลวงพ่อตัด วัดชายนามรณภาพ เป็นที่ตกใจและเสียใจการจากไปของหลวงพ่อตัด ต่อลูกศิษย์จำนวนมาก


สุดอาลัยวงการพุทธศาสนา "หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา"เกจิดังเมืองเพชรมรณภาพ ก่อนหน้าเดินตรวจความเรียบร้อยที่วัดแต่เช้าจู่ ๆ บ่นปวดแน่นหน้าอก ลูกศิษย์ลูกหารีบช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ไม่ทันการ แพทย์ระบุสาเหตุหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน สิริอายุ 78 ปี 58 พรรษา ตั้งสวดอภิธรรมศพ 7 วัน ก่อนฌาปนกิจ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้ทราบว่า พระพุทธวิริยากร หรือ หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา เจ้าอาวาสวัดชายนา ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของ จ.เพชรบุรี มรณภาพ จึงเดินทางไปตรวจสอบยังวัดชายนา ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พบประชาชนทยอยเดินทางมากราบเคารพศพหลวงพ่อตัดอย่างไม่ขาดสาย โดยศพหลวงพ่อตัด ทางคณะกรรมการวัดได้นำมาวางบนโต๊ะหน้าห้องประจำศาลาที่หลวงพ่อตัดจำวัด คลุมด้วยผ้าสีเหลืองแบบเรียบง่าย ในเบื้องต้นไม่มีการประดับตกแต่งอาคารสถานที่แต่อย่างใด นายสนิท พันธ์เผือก อายุ 70 ปี ลูกศิษย์วัดชายนา ผู้ดูแลและใกล้ชิดหลวงพ่อตัดคนหนึ่ง กล่าวว่า ตกใจกับการจากไปของหลวงพ่อตัด เนื่องจากก่อนหน้าหลวงพ่อตัดจะมรณภาพ หลวงพ่อยังแข็งแรงดี ในช่วงเช้า หลวงพ่อตัดยังออกเดินตรวจความเรียบร้อยรอบวัดเหมือนปกติที่เคยทำทุกวัน

ก่อนเกิดเหตุเวลา 07.00 น. พระในวัดได้ยิน หลวงพ่อตัดบอกว่าแน่นหน้าอก หลังจากนั้นก็พากันมาดูหลวงพ่อ โดยหลวงพ่อตัดบอกว่าจุกแน่นตั้งแต่ช่วงท้องไปจนถึงหน้าอกแทบหายใจไม่ออก ทางลูกศิษย์วัดพร้อมพระจึงได้นำหลวงพ่อไปรักษายัง รพ.ท่ายาง อ.ท่ายาง แต่หลวงพ่อหมดลมหายใจและมรณภาพในเวลา 07.37 น. แพทย์ระบุสาเหตุจากอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน สำหรับหลวงพ่อตัด หรือ พระครูบวรกิจโกศล ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระพุทธวิริยากร เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีพิธีฉลองสมณศักดิ์ในวันที่ 28 พ.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งตรงกับวันเกิดหลวงพ่อด้วยแต่ หลวงพ่อตัดได้มามรณภาพจากไปเสียก่อน ด้วยอายุ 78 ปี 58 พรรษา โดยหลวงพ่อตัดได้บวชเป็นพระตั้งแต่อายุ 20 ปี จากนั้นก็ไม่ได้สึก ได้เล่าเรียนวิชาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเฉพาะสายวิปัสสนากรรมฐาน จนเป็นพระเกจิอาจารย์ดัง สำหรับศพหลวงพ่อตัดทางคณะกรรมการวัดจะจัดพิธีรดน้ำศพในวันที่ 4 พ.ค. เวลา 13.00 น. และจะทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพ 7 คืน หลังจากนั้นก็จะทำพิธีเผาศพแบบเชิงตะกอน ตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อตัด แต่อย่างไรก็ตามยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวัดและพระผู้ใหญ่ในจังหวัด หลวงพ่อตัด ปวโร วัดชายนา เป็นพระที่เรียนวิชาอาคมตั้งแต่บวชเรียน และเรียนวิชาการทำ “ตะกรุด”จากหลวงพ่อทอง อยู่ที่วัดเขากระจิว และเรียน ตำราของ หลวงพ่อกริช ที่ตกทอดมาซึ่งเป็นพระยุคเก่าเป็นอาจารย์สาย หลวงพ่อกุน วัดพระนอน เรียนทำ “ปลัดขิก” จากหลวงพ่อชุ่ม วัดกุฏิบางเค็ม ซึ่งมีเคล็ดลับว่าให้ใช้ “ไม้ผูกคอตาย ทำถึงจะดี” และ ท่านยังได้เดินทางไปต่อวิชากับหลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง รวมทั้งอีกหลายอาจารย์ ท่านเป็นพระที่ใฝ่หาความรู้วิชาอาคมต่าง ๆ อย่างจริงจัง.
ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ Daily News Online

Friday, April 17, 2009

โบราณสถาน และ โบราณวัตถุ 22วัดร้าง เตรียมเสนอตั้งอุทยาน

สำรวจพบโบราณสถาน22วัดร้าง เตรียมเสนอตั้งอุทยาน

นายธนิศักดิ์ อุ่นตา วัฒนธรรม จ.นครพนม เปิดเผยว่า ในอดีต จ.นครพนม ตามปรากฏในตำนานอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม) เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่มีความสำคัญ ซึ่งอยู่ในยุคของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ที่รุ่งเรือง และสันนิษฐานว่าเป็นเมืองศรีโคตรบูรณ์โบราณซ้อนยุค ก่อนที่เมืองนี้จะตกเป็นของอาณาจักรประเทศสยาม เมื่อพ.ศ.2321 จากนั้นมาจึงย้ายเมืองมาอยู่บริเวณบ้านเมืองเก่า ต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม กระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 15-16 สมัยที่ขอมเรืองอำนาจเมืองศรีโคตรบูรณ์จึงกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด


ทางสำนักงานวัฒนธรรม จ.นครพนม ได้มีโครงการสำรวจแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานกลุ่มโบราณสถานบ้านเมืองเก่านครพนมขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบค้นร่องรอยของอาณาจักรและเมืองเก่าในอดีต และเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาหลักเมืองเดิม แต่ก็ยังไม่ชี้ชัดหลังพบร่องรอยกำแพงเมือง หลักศิลาจารึก สิม ซากโบสถ์ ซากเจดีย์ ใบเสมา พระพุทธรูปโบราณ เศียรพระ เศษกระเบื้องและเศษไหโบราณจำนวนมากที่กระจัดกระจายใน 3 ตำบลของ อ.เมืองนครพนม


จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีกลุ่มวัดที่ค้นพบโบราณ สถานและโบราณวัตถุแยกเป็นวัดในตัวเมือง 16 วัด และนอกเมือง 6 วัด ส่วนใหญ่เป็นวัดร้างอยู่ในบริเวณ บ.เมืองเก่า บ.หนองจันทร์ ต.ท่าค้อ ใน ต.ดงขวาง ต.บ้านกลาง และในเขตเทศบาลเมืองนครพนมบางส่วน รวมทั้งหมด 22 วัด ในจำนวนนี้มีพระธาตุเมืองเก่า บ.เมืองเก่า หมู่ 2 และเจดีย์วัดป่าแก่งเมือง บ.หนาด หมู่ 3 ต.บ้านกลาง ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว


คาดว่าแหล่งโบราณสถานและ แหล่งโบราณคดีดังกล่าวน่าจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการตั้ง เมืองเก่านครพนมในครั้งอดีต ซึ่งจะได้เร่งรวบรวมข้อมูลและหลักฐานที่ปรากฏ เพื่อขอจัดตั้งเป็นอุทยานกลุ่มโบราณสถานเมืองเก่านครพนมต่อสำนักศิลปากรที่ 10 จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตได้ต่อไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

วัดโพธิ์ชัย งานสมโภช หลวงพ่อพระใส ห้ามขายน้ำเมาในวัด

นายกวี กิตติสถาพร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เปิดเผยว่า งานบุญมหาสงกรานต์จังหวัดหนองคาย ได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ทั้งนี้ ผลกระทบจากปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดื่ม ปัญหาความรุนแรง ก่อให้เกิดความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามของพระพุทธศาสนา ดังนั้น จำเป็นต้องมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจ โดยเริ่มตรวจตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป

ด้านพระมหาพิชิต อตุลเวโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดโพธิ์ชัยจัดงานสมโภชหลวงพ่อพระใส วัดได้ตั้งคณะกรรมการวัดขึ้นมากำชับกวดขันไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกชนิดในเขตวัด หากพบว่ามีผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกไล่ออกจากวัดห้ามจำหน่ายสินค้าดังกล่าวทันที เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายและรณรงค์ให้ประชาชนลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัดและสถานที่ต่างๆ
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

พระนิรันตราย 2 กษัตริย์



พระนิรันตราย 2 กษัตริย์ "สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ"

ปี 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสร้าง "พระนิรันตราย (จำลอง) สองกษัตริย์ ครั้งแรกในรอบ 141 ปี" โดยจำลององค์ใน (องค์ดั้งเดิม) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร หน้าตัก 3 นิ้ว สูง 4 นิ้ว มีพุทธลักษณะแบบศิลปะทวารวดี และจำลององค์นอก ซึ่งสวมครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชรเช่นเดียวกันหน้าตัก 5 นิ้วครึ่ง

พุทธลักษณะพระนิรันตรายแบบอย่างสกุลช่างรัตนโกสินทร์ ครองผ้าอย่างยุติธรรม งดงามตามแบบพระพุทธรูปที่สร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เบื้องหลังมีซุ้มเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ มีอักขระขอมจำหลักลงในวงกลีบบัวเบื้องหน้า 9 เบื้องหลัง 9 พระคุณนามแสดงพระพุทธคุณ ยอดเรือนแก้วมีรูปพระมหามงกุฎติดอยู่กับฐาน ชั้นล่างของฐานพระทำเป็นที่สำหรับสรงน้ำพระ มีท่อเป็นรูปหัววัว แสดงเป็นที่หมายพระโคตรซึ่งเป็นโคตรมะ และพระนิรันตราย อันมีความหมายว่า "ปราศจากอันตราย นิรันดร์" เป็นพระบูชารัชกาลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพุทธลักษณะอันงดงามของศิลปะสองยุค ด้วยองค์ใน (องค์ดั้งเดิม) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ศิลปะสมัยทวารวดี ส่วนองค์นอกที่สร้างครอบไว้นั้นเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ครองผ้าแบบธรรมยุต ศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนกลาง

เหตุแห่งพระนามพระนิรันตรายนั้น ด้วยเกิดเหตุอัศจรรย์หลายครั้งคราตามบันทึกกล่าวไว้ว่า ในครั้งนั้น เมื่อปีพ.ศ. 2399 กำนันอิน ซึ่งเป็นชาวเมืองปราจีนบุรี ได้ฝันว่าจับช้างเผือกได้ และหลังจากนั้นไม่นาน กำนันอินกับบุตรชายชื่อนายยัง เดินทางเข้าป่าเพื่อขุดมันนกในบริเวณชายป่า ห่างจากดงศรีมหาโพธิ์ประมาณ 3 เส้น ก็ได้พบพระพุทธรูปสมัยทวารวดี หล่อด้วยทองคำเนื้อหก มีน้ำหนักถึง 8 ตำลึง เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก จึงนำไปมอบให้พระเกรียงไกร กระบวนยุทธ์ ปลัดเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปทองคำไปประดิษฐาน ณ หอพระเสถียรธรรมปริตรคู่กับพระกริ่งทองคำน้อย

ครั้นปีพ.ศ. 2403 มีคนร้ายลักลอบเข้าหอเสถียรธรรมปริตร ได้ลักเอาพระกริ่งทองคำองค์น้อยไป เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่กลับไม่ลักเอาพระพุทธรูปทองคำที่ประดิษฐาน อยู่คู่กันไปด้วย ทั้งที่องค์พระมีขนาดใหญ่กว่ามาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า...พระพุทธรูปที่ กำนันอินทูลเกล้าฯ ถวายนั้น เป็นทองคำทั้งแท่ง และใหญ่กว่าพระกริ่ง ควรที่คนร้ายจะลักองค์ใหญ่ไปแต่กลับละไว้ เช่นเดียวกับผู้ที่ขุดได้ไม่ได้ทำอันตราย เป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่งนักที่แคล้วคลาดถึง 2 ครั้ง พระองค์จึงถวายนามว่า "พระนิรันตราย"

จาก นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้เจ้าพนักงานทำการหล่อพระพุทธรูปนั่ง ปางสมาธิเพชร เนื้อทองคำ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้วครึ่ง เพื่อครอบพระนิรันตรายไว้อีกชั้นหนึ่ง และโปรดฯให้หล่อเป็นเนื้อเงินบริสุทธิ์อีกองค์หนึ่งไว้คู่กัน ต่อมาทรงมีพระราชดำริว่า พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย ซึ่งทรงสถาปนาขึ้นแพร่หลาย จนมีผู้ศรัทธาสร้างวัดถวายในนิกายนี้มากขึ้น ในพ.ศ. 2411 จึงโปรดฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนี้ขึ้น 18 องค์ เท่าจำนวนปีที่เสวยราชย์ เพื่อถวายเป็นที่ระลึกแก่วัดในนิกายนั้น แต่สวรรคตเสียก่อน มาถวายในรัชกาลที่ 5

ต่อมารัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภว่า เสวยราชย์มาเท่ากับรัชกาลที่ 2 จึงโปรดฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปนั่งสมาธิกาไหล่ทองรวม 16 องค์ ขนานนามว่า "พระ นิโรคันตราย" มีรูปนาคแปลงเป็นมนุษย์ เชิญฉัตรกั้น พระรูปหนึ่ง เชิญพัดโบกรูปหนึ่ง อยู่สองข้างข้างละรูป ถวายพระมหานิกาย 15 องค์ เก็บไว้กับพระนิรันตรายในพระบรมมหาราชวังองค์หนึ่ง และประดิษฐาน ณ หอพระสุลาลัยพิมานพระบรมมหาราชวังจนบัดนี้

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ได้เป็นประธานประกอบพิธีเททอง และกดพิมพ์เป็นปฐมฤกษ์ "พระนิรันตราย (จำลอง) สองกษัตริย์ ครั้งแรกในรอบ 141 ปี" ณ มณฑลพิธีหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองกษัตริย์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ พระเกจิคณาจารย์นั่งอธิษฐานจิต 8 ทิศ ได้แก่ หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว, หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้, หลวงพ่อรวย วัดตะโก, หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ, หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร, หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม, หลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ และหลวงพ่อสวาท วัดอ่าวหมู

วัตถุประสงค์เพื่อ นำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเป็นสิริมงคลยิ่งแก่ผู้มีไว้ครอบครองและเป็นการตอบแทนผู้ที่ร่วมบริจาค เพื่อสร้างอาคาร 100 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อให้นิสิตเก่าชาวจุฬาฯ ทุกคณะ ทุกรุ่นได้มีศูนย์กลางในการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันคิดสร้างสรรค์กิจกรรมที่มีคุณประโยชน์ทั้งต่อนิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โทร.0-2215-3488, 08-2223-1112-7 หรือตามศูนย์พระเครื่องชั้นนำทั่วไป
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง



สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังกันครับ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังถือเป็นเหรียญสุดยอดนิยมของพระเครื่องประเภทเหรียญ จัดอยู่ในชุดเบญจภาคีเหรียญ และมีมูลค่าราคาสูงมาก เหรียญหลวงปู่เอี่ยมมีทั้งเหรียญยันต์สี่ เหรียญฉลุทองคำ เหรียญฉลุยกหน้า และเหรียญยันต์ห้า ทีนี้เรามาคุยกันถึงมูลเหตุการสร้างและรายละเอียดว่ามีสร้างด้วยกันกี่แบบ กี่เนื้อ

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม จัดสร้างขึ้นเมื่อคณะศิษย์ของหลวงปู่ได้ขออนุญาตจัดสร้างขึ้นไว้เป็นที่ ระลึก หลวงปู่ก็ได้อนุญาตให้สร้าง ลูกศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ โกศล สิริเวชกุล หรือที่ชาวบ้านมัก เรียกกันว่า "หมอกิม" ได้ติดต่อให้นายเนียม ซึ่งเป็นช่างทองรับไปจัดทำ ซึ่งในครั้งแรกก็คือเหรียญยันต์สี่ มีด้วยกันสองเนื้อคือเนื้อทองแดงและเนื้อเงิน ด้านหลังของเหรียญยังแบ่งเป็นสองแบบคือแบบสามจุดและหลังสี่จุด จำนวนเหรียญที่สร้างประมาณ 5,000 เหรียญ เป็นเหรียญแบบสี่จุดประมาณ 4,000 เหรียญและหลังแบบ 3 จุดประมาณ 1,000 เหรียญ

นอกจากนี้ช่างยังได้ออกแบบพิเศษขึ้นมาอีกแต่มีจำนวนน้อยตามผู้สั่งทำคือ เหรียญฉลุยกหน้า เนื้อทองคำและเนื้อเงิน เหรียญฉลุเนื้อทองคำ เหรียญฉลุเนื้อทองคำลงยา เหรียญแบบพิเศษนี้ริเริ่มสั่งทำโดยหมอกิม ซึ่งหมอกิมได้มอบให้ช่างทองอีกคนหนึ่ง คือช่างเจ๋ง อยู่ที่ภาษีเจริญ เป็นผู้จัดทำ เหรียญแบบพิเศษทั้ง 3 แบบนี้ได้แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ดังนี้ เหรียญแบบฉลุยกหน้า ใช้แบบจากรูปถ่ายที่หลวงปู่มีผ้ารัดประคด และเหรียญฉลุทองคำทั้งแบบลงยาและไม่ลงยา ที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ซึ่งต่อมาก็นำมาใช้เป็นแม่พิมพ์เหรียญยันต์ห้านั่นเอง ส่วนด้านหลังของเหรียญแบบฉลุทองคำทั้งสองแบบใช้แม่พิมพ์ของเหรียญยันต์สี่มา เป็นแม่พิมพ์

เหรียญหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่นี้ได้แจกจ่ายให้แก่ผู้บริจาคเงินสมทบทุน การปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ ของวัดหนัง ส่วนเหรียญแบบพิเศษนั้น สร้างหลังจากที่สร้างเหรียญยันต์สี่แบบธรรมดา ไม่นานนักคือหมอกิมได้นำทองคำไปให้ช่างทองคำให้เมื่อทำเสร็จ มีคนอื่นเห็นเข้าต่างก็ชอบใจจึงได้ไหว้วานให้หมอกิมจ้างช่างให้ทำให้บ้าง แต่ก็สร้างน้อยมากตามผู้สั่งทำ ส่วนมากก็เป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่แทบทั้งสิ้น เหรียญของหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่ทั้งแบบเนื้อทองแดง เนื้อเงินและแบบพิเศษ ทุกเหรียญ การตัดขอบของเหรียญหลังจากปั๊มเหรียญเสร็จแล้ว จะตัดขอบด้วยการใช้เลื่อยฉลุตัดขอบทุกเหรียญ ที่เรามักจะเรียกกันว่า "เหรียญข้างเลื่อย" นั่นเองครับ

ส่วนเหรียญยันต์ห้านั้นสร้างต่อมาในภายหลังจากเหรียญยันต์สี่ โดยพระครูคำและพระปลัดแจ้ง ได้ไปขออนุญาตหลวงปู่ขอจัดสร้างเหรียญไว้อีกรุ่นหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ หลวงปู่ก็ไม่ได้ขัด พระปลัดแจ้งจึงได้ไปให้ช่างเนียมได้จัดทำให้ โดยใช้แม่พิมพ์เหรียญฉลุทองคำเป็นแม่พิมพ์ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่เป็นแบบยันต์ห้า สร้างจำนวนประมาณ 1,000 เหรียญ เป็นเนื้อสัมฤทธิ์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้นำไปให้หลวงปู่เสก หลังจากนั้นอีกประมาณสามเดือนหลวงปู่ก็มรณภาพลง

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ก็เป็นอย่างที่ผมเล่ามานี่แหละครับและในวันนี้ผมก็ได้ไปขอรูปเหรียญฉลุยก หน้าเนื้อเงิน ของคุณบอย พระจันทร์ มาให้ท่านผู้อ่านชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขอขอบคุณ คุณบอย ท่าพระจันทร์ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อภาพมาในครั้งนี้ด้วย
ด้วยความจริงใจ แทน ท่าพระจันทร์ ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

Saturday, April 11, 2009

เหรียญหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ วัดโคกเขมา จ.นครปฐม



เหรียญหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ หรือ พระอุดมประชานาถ ถือเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมกันจากบรรดาเซียนนักสะสมบูชาวัตถุมงคลเป็น อย่างยิ่ง

โดยเฉพาะ เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อเปิ่น วัดโคกเขมา พ.ศ.2509 จ.นครปฐม
เหรียญดังกล่าว เป็นเหรียญเสมา รูปเหมือน ปั๊มตัดทีเดียว จัดสร้างโดยคณะศิษย์ เพื่อฉลองในโอกาสที่หลวงพ่อเปิ่นได้รับตำแหน่งเจ้าอธิการ ในปี พ.ศ.2509 เป็นเนื้อทองแดงรมดำและทองแดงผิวไฟ
ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อเปิ่นนั่งขัดสมาธิขอบกนก ด้านบนมีหูเหรียญ อักษรใต้ฐาน เขียนว่า "พระอธิการเปิ่น"

ด้านหลังเหรียญเป็นยันต์อุ 23 อักขระ ทั้งนี้ เหรียญรุ่นแรก ด้านหลังแบ่งออกเป็น 2 บล็อก คือ บล็อกหลังเรียบและบล็อกขี้กลาก
เหรียญหลวงพ่อเปิ่นรุ่นแรก มีการทำปลอมมายาวนาน แต่ของปลอมส่วนใหญ่ยังทำปลอมได้ไม่ใกล้เคียง
หลวงพ่อเปิ่น ยังได้จัดสร้างเหรียญและวัตถุมงคลออกมาอีกหลายรุ่น อาทิ เหรียญหลวงพ่อเปิ่น เหรียญขี่เสือ ปี 2535, เหรียญรุ่นพิเศษเนื้อทองแดงรมควัน

เหรียญหล่อหลวงพ่อเปิ่นพระนาคปรก ปี 2534, พระรูปหล่อ หลวงพ่อเปิ่นรูปเหมือนปั้น เป็นต้น
ปัจจุบัน พระเครื่องของวัดโคกเขมาหายากมาก ด้วยเพราะมีประสบการณ์และอภินิหาริย์ให้ผู้เช่าบูชาได้ประจักษ์ หลังจากเหรียญรุ่นแรกของท่านแล้ว พระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆ จากวัดโคกเขมา ได้จัดสร้างออกมาอีก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เช่าหาบูชากัน นำเงินบำรุงพัฒนาวัด

ทั้งนี้ หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ หรือ พระอุดมประชานาถ เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคกลางองค์หนึ่ง ที่มีการจัดสร้างวัตถุมงคลเอาไว้มากมายหลายรุ่น ทั้งออกในนามของวัดบางพระ หรือวัดอื่นๆ อีกทั้งในนามหน่วยงานราชการ เอกชน รวมไปถึงคณะศิษยานุศิษย์
วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างปลุกเสก มีพุทธคุณเด่นทางเมตตามหานิยม เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน
ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Friday, April 3, 2009

หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู "วัตถุมงคลรุ่นสรงน้ำ 52"


หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู

" หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต" พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าอาวาสวัดกุดชมภู ต.กุดชมภู อ. พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี จะร่วมกันจัดงานสรงน้ำให้ท่านในวันปีใหม่ของคนไทย จึงได้มีการจัดสร้าง "วัตถุมงคลรุ่นสรงน้ำ 52" ขึ้น
หลวงปู่คำบุ ท่านเป็นลูกหลานชาวบ้านกุดชมภูโดยกำเนิด เกิดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2465 ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ ปัจจุบันท่านอายุ 86 ปี มีชื่อ-นามสกุลเดิมว่า คำบุ คำงาม บิดาชื่อ นายสา มารดาชื่อ นางหอม ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน
กาลต่อมาท่าน เติบใหญ่มีอายุอันสมควร บิดามารดาได้ให้บรรพชาเป็นสามเณรในปีพ.ศ.2482 ณ วัดกุดชมภู โดยมีพระครูญาณวิสุทธิคุณ (หลวงปู่กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังบวชเณรแล้วท่านได้มีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้พระครู วิโรจน์รัตโนมล (หลวงปู่รอด นันตโร) วัดทุ่งศรีเมือง เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับความเมตตาจากหลวงปู่รอดเป็นอย่างยิ่ง จนได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากท่านให้สามเณรคำบุ

อุปนิสัยของสามเณรคำบุเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ จึงมีโอกาสได้พบกับพระอาจารย์รอด แห่งวัดบ้านม่วง ผู้เป็นศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่รอด นันตโร แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ด้วยเหตุนี้พระอาจารย์รอดจึงได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่รอดจวบจนหลวงปู่ได้ มรณภาพลง พระอาจารย์รอดจึงได้กลับมาพำนักพักที่วัดบ้านม่วงตามเดิมด้วยความที่สามเณรคำบุเป็นผู้มีนิสัยสงบเรียบ ร้อย ใจเย็น มีเหตุมีผล เหตุนี้เองพระอาจารย์รอดจึงได้ถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาแก่สามเณรคำบุตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจวบจนถึงวัยอุปสมบทเป็น พระภิกษุ จึงอุปสมบทเมื่อปีพ.ศ.2486 โดยมี พระครูสาธุธรรมจารี (สา) วัดดอนจิก เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "คุตตจิตโต"


ครั้นบวชเป็นพระแล้ว ท่านยังคงแวะเวียนไปร่ำเรียนสรรพวิชาเวทมนตร์คาถาอาคมต่างๆ กับพระอาจารย์รอด ที่วัดบ้านม่วงอยู่เป็นประจำ ได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำรา จนมีความชำนาญแตกฉานจึงออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ ได้มีโอกาสร่ำเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมจากพระอาจารย์ที่มีความ ชำนาญด้านพระคาถาอาคมหลายรูปจนวิชาแกร่งกล้า จึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดกุดชมภูจนถึงปัจจุบัน

หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีพุทธาคมเข้มขลังยิ่งนัก มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านเป็นพระที่มีแต่ความเมตตาไม่ว่าใครจะขอให้ท่านทำอะไรท่านไม่เคยขัด ท่านยินดีทำให้ด้วยความเต็มใจยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอวัตถุมงคลรุ่นนี้ได้จัดพิธีมหาพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน ตั้งแต่วันที่ 9-11 เมษายน 2552 โดยมีพระเกจิดังทั่วแดนอีสานร่วมนั่งปรกปลุกเสกพร้อมกับหลวงปู่คำบุ เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำมูล ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีสุดยอดพระเกจิอาจารย์แห่งแดนอีสานใต้

แจกวัตถุมงคลฟรีที่วัดกุดชมภู ในวันที่ 12 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นวันฉลองสมโภชวัตถุมงคล รุ่นสรงน้ำ 52 คณะศิษย์รับมอบของที่ระลึกฟรี เป็นพระผงปิดตาคลุกเส้นเกศา-ชานหมาก-จีวรของหลวงปู่คำบุวัตถุมงคลรุ่นสรงน้ำ 52 นี้ประกอบด้วย พระกริ่งชินบัญชรสรงน้ำ 52, เกตุบุทองคำแท้, เกตุบุเงิน, เกตุนวโลหะ รูปเหมือนลอยองค์เนื้อทองคำแท้, เนื้อเงินแท้, เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดง เหรียญนั่งพานเนื้อทองคำแท้, เนื้อเงินแท้, เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดง
ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด

Thursday, April 2, 2009

พระเครื่องกำแพงเพชร พระกรุกำแพงเพชร


พระเครื่องกำแพงเพชร

พระเครื่องจังหวัดกำแพงเพชรกันดูบ้าง กำแพงเพชรในปัจจุบันนั้น ได้รวมเมืองโบราณไว้หลายเมือง เช่น เมืองชากังราว เมืองนครชุม เมืองแปบ เมืองเทพนคร เมืองพาน เมืองคณฑี เมืองพังคา เมืองโกสัมพี เมืองรอ เมืองแสนตอ และเมืองไตรตึง เป็นต้น

จังหวัดกำแพงเพชรเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยกรุงสุโขทัย ได้มีการสร้างวัดวาอารามไว้มากมาย ทั้งทางด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ดังที่ได้กล่าวถึงเมืองโบราณไว้ในขั้นต้น ต่อมาได้มีการรื้อพระศรีรัตนมหาธาตุเจดีย์ที่เมืองนครชุม ได้พบตำนานการสร้างพระพิมพ์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างพระพิมพ์หรือที่เราเรียกว่าพระเครื่องไว้อย่างมโหฬาร ครั้งหนึ่งทีเดียว ไม่ใช่แต่พระเครื่องเท่านั้น พระพุทธรูปต่างๆ และถาวรวัตถุต่างๆ ก็คงสร้างไว้อย่างมากมายเช่นกัน พระเครื่องกำแพงเพชรและพระเครื่องที่สำคัญและโด่งดังมากของจังหวัดนี้ก็คือพระเครื่องตระกูลทุ่งเศรษฐีที่อยู่บริเวณเมืองเก่านครชุมนั่นเอง

นครชุมเมืองโบราณอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง หลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบันคือกำแพงเมืองซึ่งเป็นมูลดินสูง 2-3 เมตร รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวไปตามแม่น้ำปิง ตามแผนที่ที่ได้สำรวจไว้ วัดบรมธาตุจะอยู่ใจกลางเมืองพอดี ด้านตะวันตกจรดคลองสวนหมาก ยังมีแนวคันคูอยู่บางตอนกว้าง 500 เมตรเศษ กำแพงด้านใต้มีแนวคันดิน เป็นกำแพงเมือง 2 ชั้น ด้านตะวันออกยังมีแนวกำแพงหลงเหลืออยู่ริมแม่น้ำ 150 เมตรเศษ กำแพงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือพังลงน้ำไปหมด วัดที่อยู่ในเขตกำแพงเมืองมีอยู่ 2-3 วัด และวัดที่อยู่นอกกำแพงเมืองอีกหลายวัด ซึ่งอยู่ในบริเวณทุ่งเศรษฐี และเป็น พระกรุกำแพงเพชรที่มาของกรุพระที่โด่งดังมาจนทุกวันนี้

พระเครื่องกำแพงเพชร พระกรุกำแพงเพชรที่สำคัญๆ ของเมืองนครชุมได้แก่ กรุวัดบรมธาตุ กรุเจดีย์กลางทุ่ง กรุวัดพิกุล กรุวัดซุ้มกอ กรุบ้านเศรษฐี กรุฤๅษี กรุวัดน้อย กรุวัดหนองลังกา กรุหัวยาง กรุคลองไพร กรุท่าเดื่อ และกรุโน่นม่วง เป็นต้น พระเครื่องที่มีชื่อเสียงมากของกรุทุ่งเศรษฐีก็คือพระกำแพงซุ้มกอ พระกำแพงเม็ดขนุน พระกำแพงพลูจีบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบพระเครื่องต่างๆ ที่เป็นที่นิยมทั้งสิ้นก็คือพระกำแพงกลีบจำปา พระกำแพงเปิดโลก พระกำแพงกลีบบัว พระยอดขุนพล พระกำแพงเม็ดมะลื่น พระนางกำแพงพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น พระที่พบในบริเวณทุ่งเศรษฐีนี้ถ้าเป็นพระเนื้อดินเผาแล้วจะมีเนื้อหาที่ ละเอียดอ่อนหนึกนุ่มเป็นพิเศษ จนกล่าวกันติดปากว่า "เนื้อทุ่ง" ซึ่งหมายถึงพระเนื้อดินที่ละเอียดหนึกนุ่มนั่นเองครับ

พระเครื่องกำแพงเพชร ผมก็ได้นำพระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกระหนก (กระหนกหมายถึงลวดลาย แต่กนกหมายถึงทองคำ ซึ่งคนชอบเขียนผิดบ่อยๆ) พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีกระหนก (ซุ้มกอดำ) และพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน พระเครื่องกำแพงเพชร พระยอดนิยมของจังหวัดกำแพงเพชรมาให้ชมกันครับ
ด้วยความจริงใจแทน ท่าพระจันทร์ ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด

วัดยายร่ม สร้างวัตถุมงคล รุ่น100 ปี เสด็จประพาสยุโรป

วัดยายร่ม เป็นวัดเก่าแก่อายุเกือบสองร้อยปีที่ "นางร่ม" ชาวบางมด ได้ริเริ่มสร้างขึ้นมาให้ชาวบ้านย่านบางมดได้ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญ ปฏิบัติศาสนกิจตามวิถีชีวิตอย่างชาวพุทธ นับตั้งแต่สร้างวัดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2365 จนถึงปัจจุบัน วัดแห่งนี้มีอายุกว่า 180 ปี สร้างอุโบสถมาแล้ว 3 หลัง

" พระครูโสภิตบุญญาทร" เจ้าอาวาสวัดยายร่ม แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากคำบอกเล่าของญาติโยมผู้สูงอายุชาวบางมด ผู้ใกล้ชิดกับวัดยายร่ม เล่าให้ฟังว่าได้รับการถ่ายทอดจากปู่ย่าตายาย อุโบสถหลังแรกของวัดยายร่ม เป็นอุโบสถที่สร้างด้วยไม้ หลังไม่ใหญ่นัก มีพระพุทธรูปองค์เล็ก หน้าตักประมาณ 19 นิ้ว เป็นพระประธานในอุโบสถ ซึ่งปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี แถวหน้าด้านขวาสุดของพระประธานในอุโบสถวัดยายร่ม

นอกจากโบสถ์แล้วก็มีศาลาการเปรียญหนึ่งหลังและกุฏิอีกหนึ่งหลัง ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณปี พ.ศ.2478 มีเอกสารอ้างอิงประวัติความเป็นมาของวัด ที่พอจะค้นหาได้คือหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2509 หน้า 416-417 (รุ่นใหม่ 440-441) เรื่องวิสาขบูชา
มี เนื้อความว่า "แต่วัดที่ออกชื่อมาแล้ว 66 วัด วัดนี้ไม่ได้อยู่เองคงจะเพิ่มเติมขึ้นตามที่สร้างใหม่อย่างเทียนพรรษา แต่วัดจุฬามณีวัดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อมาข้างบนไม่รู้จักว่าวัดใด ได้สอบถามทั้งพระคฤหัสถ์หลายแห่งก็ไม่ได้ความ ไล่ไปมาก็เวียนลงวัดจุฬามณีกรุงเก่าเสียบ้าง ได้เค้าแล้วเลือนหายไป ภายหลังเมื่อทำหนังสือแล้วกรมหมื่นประจักษ์ให้ปลัดวังขวาไปสืบตามเค้าที่ สังเกตในบัญชีว่าเหมือนหนึ่งจะเป็นฝ่ายตะวันตก ไปได้ความจากนายเกด ตำรวจวังหน้า อายุ 78 ปี อำแดงปาน อายุ 77 ปี ซึ่งอยู่ในคลองบางมด แจ้งความว่า คือวัดที่ราษฎรเรียกชื่อว่า "วัดยายร่ม" ในคลองบางมดนั่นเอง เป็นวัดจุฬามณี ว่าเดิมทียายร่มเป็นผู้สร้าง มีโบสถ์ผ่ากระดานหลังหนึ่ง ศาลาการเปรียญหลังหนึ่ง และกุฏิหลังหนึ่ง"

พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปที่ได้ไปเยี่ยมชมวัดยายร่มจะต้องทึ่งกับโบสถ์ไม้ สักขนาดใหญ่ แกะสลักสถาปัตยกรรมไทย เรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและวรรณคดีให้ได้ชมและค้นคว้าศึกษาหาความรู้ ประกอบด้วย รูปพุทธประวัติ 32 รูป, รูปพระเวสสันดรชาดก 14 รูป, รูปพระเจ้า 10 ชาติ 10 รูป, รูปรามเกียรติ์ 20 รูป, สลักประตู หน้าต่าง 14 ภาพ, พระมาลัย 14 ภาพ, พาหุง พระพุทธเจ้าชนะมาร 8 ภาพ, ภาพปริศนาธรรมโดยพุทธทาสภิกขุพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐาน อยู่หน้าพระประธานภายในอุโบสถ "หลวงพ่อพุ่ม" ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุโบราณที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน พุทธลักษณะปางสมาธิหน้าตักกว้าง 31 นิ้ว สูง 48 นิ้ว

พระพุทธรูปองค์นี้เป็นการตั้งตามนามของผู้อุปถัมภ์วัดยายร่ม แต่ไม่ใช่เป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นองค์ที่รองมาจากพระประธาน เนื้อจะหล่อด้วยสัมฤทธิ์ มีประชาชนมาปิดทองไว้เต็มไปหมดทั้งองค์พระ จนมีความหนาเนื้อนุ่มนิ่มไปทั้งองค์พระ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี มีผู้เคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก ไม่แต่เฉพาะท้องถิ่นเท่านั้น ล่าสุด วัดยายร่มได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น เพื่อนำรายได้บูรณะเสนาสนะภายในวัด ชื่อ "รุ่น 100 ปี เสด็จประพาสยุโรป" โดยอัญเชิญพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 มาอยู่ในองค์เดียวกันกับหลวงปู่เอี่ยม อดีตพระเถราจารย์ผู้ทรงวิทยาคม สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป ผ่านพิธีมังคลาภิเษก พุทธาภิเษกแล้ว โดยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก อาทิ หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร จ.ฉะเชิงเทรา หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้นสนใจร่วมบุญบูชาสอบถามได้ ที่ พระครูโสภิตบุญญาทร (อาจารย์มนัส) เจ้าอาวาสวัดยายร่ม แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ โทร. 0-2427-9518, 08-9233-1136
ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด

วัดประชาบำรุง จัดงานบุญมหาชาติ ฉลองศาลาการเปรียญ

พระครูเชฏคุณาจาร เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) เจ้าอาวาสวัดประชาบำรุง ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า วัดประชาบำรุงร่วมกับพุทธศาสนิกชนได้เตรียมจัดงานบุญมหาชาติประจำปี ระหว่างวันที่ 4-5-6 เมษายน 2552 เพื่อรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของชาวอีสานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ อดีตจวบจนปัจจุบัน และในคราวเดียวกันยังมีกิจกรรม การปฏิบัติธรรม โดยพระเดชพระคุณท่านพระธรรมดิลก เจ้าคณะภาค 9 ได้เมตตาแสดงธรรมโปรดญาติโยม ขณะเดียวกันยังมีการฉลองศาลาพระราชญาณอนุสรณ์ พร้อมกับประกอบพิธีพุทธาภิเษกพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในศาลาแห่งนี้ สำหรับพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีพุทธาภิเษกล้วนอยู่ในศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ชาวอีสาน อาทิ พระครูสุทธิพรมคุณ วัดวังเลิง, พระอาจารย์สุรศักดิ์ วัดป่ายางหัวช้าง, พระอาจารย์เมธานัน วัดป่าหนองชาติ อ.เชียงยืน, พระครูสุนทรธรรมโฆสิต วัดป่าแก่งเลิงจาน นอกจากนี้ ยังจะมีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างมลฑปประดิษฐานรูปเหมือนอดีตเจ้า อาวาสวัดประชาบำรุง และอดีตเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) 3 รูป ประกอบด้วย 1.พระโพธิญาณมุนี 2.พระเทพวราลังการ 3.พระราชวรญาณ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ได้กราบไหว้รำลึกถึงคุณงามความดีของ บูรพาจารย์ทั้งสามรูป ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด

วัดท่าเสา เชิญร่วมมหาพิธียัญกิจ เสกมหาว่านยาจินดามณี

วัดท่าเสา ต.ท่าเสา อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร แจ้งว่า ในวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2552 เวลา 06.56-16.00 น. จะมีการจัดมหาพิธียัญกิจ สวดเสกมหาว่านยาจินดามณี และทอดผ้าป่าสามัคคีบูรณะหอสวดมนต์เก่า สำหรับกำหนดการมีดังนี้ เวลา 06.56 น. วันธงไชยแรกของปีใหม่ไทย โหรยูร ศิษย์ครูเทพย์ บวงสรวงเทพยดา สวดอัญเชิญพระญาณแห่งบรมครูเฒ่าทั้ง 108 องค์ ตลอดเทวดาที่ดูแลว่านยาทั้งหลายแห่งสูตรโบราณที่มีอายุนับพันปีนามมหาว่านยา จินดามณี สูตรบรมครูเฒ่าเจ้าเขาอ้อ-สูตรบรมครูเทพย์ ครูโหรเจ้าประดู่โรงธรรม-สูตรหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หลวงปู่เจือ เป็นประธาน-สูตรหลวงปู่ทองอยู่ วัดท่าเสา และยังมีมหาว่านยาหอมเทพวาโย 108 และยามหาว่านโยธา แก้เส้นเอ็น ไขข้อ อัมพฤกษ์ อัมพาต มือเท้าไม่มีกำลัง สูตรครูเฒ่าวัดโพธิ์ (ท่าเตียน) สวดบวงสรวงเต็มสูตร

จากนั้นเวลา 09.15 น. พระพิธี 9 รูปเจริญสวดมหามงคลสูตร หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว เป็นประธานบดผสมมหาว่านยาจินดามณี เวลา 11.04 น.ถวายผ้าป่าสามัคคี บูชาเทวดา ปัจจัยทั้งหมดเพื่อบูรณะหอสวดมนต์เก่า วัดท่าเสา ถวายเพลพระสงฆ์ เวลา 12.41 น. โหรยูรสวดอัญเชิญพระบารมีญาณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ ผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพผ้าป่ากองละ 100 บาท ได้รับสมนาคุณพระหลวงปู่ทวดลอยองค์พิมพ์จิ๋ว เนื้อจตุธาตุเก่า 30 กว่าปี ท่านละ 1 องค์ ผู้ร่วมพิธีถึงเวลา 16.00 น. รับพระของขวัญพิมพ์ย้อนยุค หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า เนื้อจตุธาตุเก่า เสก 8 ปีเต็ม ท่านละ 1 องค์ สอบถามโทร. 08-0593-9692 คณะศิษย์เจ้าพ่อสิงห์โตทอง โทร. 08-9684-5453 ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด

เซียนพระ เตือนระวัง พระกรุปลอม พระกรุนาดูน(ของใหม่)

ข่าวสะพัด ออกมาในวงการพระเครื่องเมืองมหาสารคามว่า ที่วัดป่าแห่งหนึ่งใน ต.บรบือ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ขุดพบกรุพระโบราณจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปสำรวจ พบว่าที่บริเวณป่าโคก ภายในวัดมีประชาชนและพระสงฆ์ประมาณ 5-6 คนกำลังช่วยกันขุดหลุมขนาดใหญ่ จากการสอบถามพระที่กำลังขุดได้ปฏิเสธและพูดบ่ายเบี่ยงว่า เป็นการขุดหลุมเพื่อสร้างที่ปฏิบัติธรรม ไม่ได้ขุดหากรุพระ แต่จากการสอบถามญาติโยมรายหนึ่งทราบว่าเป็นการขุดหาพระเครื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้ขุดพบพระเครื่องจำนวนหนึ่งแล้ว รวมทั้งนำออกให้ญาติโยมเช่าไปแล้ว ในช่วงกลางคืนจะมีชาวบ้านเข้ามาขุด แต่ไม่ค่อยได้พบ แต่ทางวัดขุดได้ทุกวันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังได้สอบถามข้อมูลพิมพ์ทรงพระกรุที่ขุดได้ ประกอบด้วย พระพิมพ์นาดูน พระพิฆเนศ พระปิดตา และอีกหลากหลายพิมพ์ กรณีดังกล่าวทำให้วงการพระเครื่องเมืองมหาสารคามไม่ได้ให้ความสนใจที่จะเข้า มาเช่าหา เพราะเห็นว่าผิดธรรมชาติพระกรุ

เซียนพระชื่อดังของเมืองมหาสารคามกล่าวให้ความเห็นกรณีนี้ว่า พอทราบว่าในกรุมีพระที่หลากหลายต่างยุคต่างสมัยกันก็ไม่ได้ให้ความสนใจ อาทิ พระพิฆเนศวร เท่าที่เคยศึกษามายังไม่เคยพบว่ามีขนาดเล็กๆ ที่ห้อยคอ และไม่เคยมีข่าวขุดพบกรุพระพิฆเนศวรแต่อย่างใด ยิ่งมีพระปิดตา พระกรุนาดูน รวมอยู่ด้วยยิ่งเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งสภาพภูมิศาสตร์พื้นที่จะขุดพบกรุพระโบราณนั้นจะต้องมีเศษซากโบราณ สถาน เช่น ฐานเจดีย์ เป็นต้น แต่การมาขุดพบในป่าโคก โดยไม่มีเศษซาก จึงเชื่อถือไม่ได้ น่าจะเป็นการทำขึ้นใหม่แล้วบรรจุกรุ พระกรุนาดูน(ของใหม่) แต่คนทำอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรุพระ จึงนำพระเครื่องต่างยุคต่างสมัยมาบรรจุลงไปด้วยกัน ก็ขอเตือนชาวบ้านด้วยว่าก่อนจะเช่าหาควรพิจารณาให้ดีเพราะเงินทองช่วงนี้หา ยากอาจตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด